3 เหตุผล ที่ควรติดตั้ง EV Charger จากผู้เชี่ยวชาญของ Plughaus

การติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน นับว่ามีข้อดีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความสะดวกสบาย และการประหยัดเวลาในการชาร์จไฟแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เพราะไม่ต้องเสียเวลาชาร์จตามที่ชาร์จไฟสาธารณะ หรือตาม EV Charging Station ทุกครั้งที่ต้องการชาร์จไฟ ซึ่งการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน สิ่งที่ผู้ใช้รถอยากรู้ไม่แพ้การเลือกเครื่องชาร์จที่เหมาะสมกับตัวรถก็คือ สามารถติดตั้งเครื่องชาร์จเองได้ไหม โดยทาง Plughaus Thailand จะมาไขข้อข้องใจให้กับผู้ใช้รถ EV กัน ว่าการติดตั้ง Home Charger ทำเองได้หรือไม่ แล้วแตกต่างจากให้ผู้เชี่ยวชาญมากแค่ไหน?

ติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน จากผู้เชี่ยวชาญของ Plughaus

ติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน ทำเองได้หรือไม่?

ในปัจจุบันนี้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าหลาย ๆ คน ก็คงมองหา Home Charger ที่เหมาะสมกับการใช้งาน และมีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของตัวเองเช่นกัน ซึ่งหลายคนก็มองว่าสามารถสั่งซื้อเครื่องชาร์จมาติดตั้งเองได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการใช้บริการบริษัทรับติดตั้ง EV Charger ที่บ้านพอสมควร โดยเฉพาะผู้ที่มีความรู้ด้านระบบไฟฟ้าหรือเป็นช่างไฟฟ้าอยู่แล้ว ที่ต้องการติดตั้ง EV Charger ด้วยตัวเอง

แน่นอนว่า การติดตั้งเครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าด้วยตัวเองนั้นสามารถทำได้ หากดำเนินการติดตั้งตามมาตรฐานการติดตั้ง EV Charger ที่ทาง PEA และ MEA กำหนด โดยเฉพาะมาตรฐานความปลอดภัยในด้านต่าง ๆ ทั้งการเดินสายไฟ การติดตั้งเบรกเกอร์ รวมถึงการเชี่อมต่อเข้ากับระบบไฟฟ้าของบ้าน และที่สำคัญคือ ควรติดตั้งโดยช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตเท่านั้น เพื่อให้การติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย และใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมต่องานระบบทั้งหมด

เพราะฉะนั้น การต้องการติดตั้ง EV Charger สามารถเลือกซื้อเครื่องชาร์จที่มาพร้อมบริการติดตั้งได้ หรือหากผู้ให้บริการนั้น ๆ ไม่มีเครื่องชาร์จในรุ่นที่ต้องการ ก็สามารถซื้อเครื่องชาร์จรถ EV แล้วชำระแค่ค่าบริการการติดตั้งก็ได้เช่นกัน ซึ่งข้อดีของการติดตั้งกับทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ นอกจากจะช่วยให้ติดตั้งเครื่องชาร์จได้ตามมาตรฐานแล้ว ยังได้รับข้อมูลและคำแนะนำที่ครบถ้วนด้วยเช่นกัน อาทิ การขอเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงการติดตั้งวงจรที่ 2 ในบางกรณี เป็นต้น 

เลือกติดตั้งเครื่องชาร์จกับ Plughaus ดีกว่าอย่างไร

เลือกติดตั้งเครื่องชาร์จกับ Plughaus ดีกว่าอย่างไร?  

1. มีความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด

การติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากับทาง Plughaus สิ่งที่ผู้ใช้บริการจะได้รับคือ การติดตั้ง EV Charger ตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ทางการ PEA และ MEA กำหนดอย่างครบถ้วน ช่วยป้องกันปัญหาไฟฟ้าลัดวงจร รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการวางงานระบบไม่ถูกต้อง หรือแม้กระทั่งการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ที่หากเกิดปัญหาขึ้นอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

แน่นอนว่า การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้านของทาง Plughaus จะมีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้ารั่ว (RCD) ร่วมด้วย ในกรณีที่เครื่องชาร์จไม่มีระบบตัดไฟภายในตัว ทั้งยังมีอุปกรณ์เสริม เช่น MAUS STIXX PRO หรือแท่งดับเพลิงอัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถได้มากขึ้นต่อการเกิดอัคคีภัย เป็นต้น

2. ตรวจเช็กความพร้อม ก่อนเริ่มต้นติดตั้งจริง

โดยการติดตั้งเครื่องชาร์จ ทีมงานจะตรวจเช็กระบบไฟฟ้าของบ้านว่าเป็นระบบไฟฟ้ากี่เฟส ระหว่าง 1 เฟส และ 3 เฟส และมีกำลังไฟฟ้าเท่าไหร่ ควรเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าหรือไม่ หรือควรเดินระบบไฟฟ้าแบบวงจรที่ 2 มากกว่า และทีมงานจะตรวจสอบพื้นที่สำหรับติดตั้งให้อย่างละเอียด ว่าควรติดตั้ง EV Charger บริเวณไหนเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกที่สุด โดยจะประเมินตามพื้นที่หน้างานอย่างละเอียด

โดยการประเมินพื้นที่สำหรับการติดตั้ง ทีมงานจะประเมินควบคู่ไปกับการเดินสายไฟของที่พักอาศัย และการติดตั้ง Consumer Unit หรือตู้ไฟ นอกจากนี้ หากต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถ EV เพื่อใช้งานร่วมกับ Solar Cell ทางทีมงานก็จะประเมินและให้คำแนะนำอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการเลือกเครื่องชาร์จที่เหมาะสมในการใช้งาน สามารถรองรับการใช้ไฟฟ้าร่วมกับระบบโซลาร์เซลล์ได้

รีวิวงานติดตั้ง Home Charger จาก Plughaus

3. มีแพ็กเกจหลายแบบ พร้อมราคาติดตั้งเครื่องชาร์จ

ด้วยความหลากหลายของเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนรถยนต์ EV ที่จำหน่ายในประเทศไทย เราจึงมีตัวเลือกแพ็กเกจให้ผู้ใช้งานได้เลือกตามความต้องการและตามงบประมาณที่มี โดยเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามีทั้งราคาเครื่องเปล่า และราคาเครื่องพร้อมบริการติดตั้ง โดยมีทั้งการติดตั้งด้วยระบบไฟฟ้า 1 เฟส และ 3 เฟส และที่ขาดไม่ได้คือ เรามีบริการติดตั้งเครื่องชาร์จพร้อมกับระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 ให้ด้วยเช่นกัน

4. ให้ความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชม.

หลังจากที่ติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้งานก็ยังมั่นใจได้มากกว่า ด้วยบริการหลังการติดตั้ง ที่เรามีทั้งการรับประกันและการให้คำแนะนำเมื่อเกิดปัญหาในการใช้งาน พร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชม. นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการบำรุงรักษาเครื่องชาร์จ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานที่สุด

5. ความคุ้มค่าแบบครบ จบ ในที่เดียว

บริการการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เราเป็นบริการรับติดตั้ง EV Charger ที่บ้านแบบ One Stop Service ที่พร้อมให้บริการตั้งแต่การให้คำแนะนำในการเลือกเครื่องชาร์จที่เหมาะสมกับตัวรถ การออกแบบงานระบบไฟฟ้าของตัวบ้าน การบริการหลังการติดตั้งเครื่องชาร์จ พร้อมกับการรับประกันแบบครบวงจร อาทิ การเคลมสินค้า การสนับสนุนและให้ข้อมูลทางเทคนิคจากทีมงานที่มากประสบการณ์โดยตรง และที่สำคัญ มีตัวเลือกของ Home Charger หลากหลายรุ่นที่นำเข้าจากต่างประเทศ และมีมาตรฐานสากลรับรองคุณภาพ อาทิ CE, UL หรือแม้กระทั่ง TÜV

บริการหลังการติดตั้ง EV Charger จากทีมงานของ Plughaus และ Evolt

ติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าที่บ้านวันนี้ เริ่มต้นเพียง 25,900.- เท่านั้น

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน ด้วย Home Charger ที่มีมาตรฐาน ได้รับการรับประกันคุณภาพ และรองรับหัวชาร์จประเภท Type 2 สามารถติดตั้งเครื่องชาร์จกับทาง Plughaus Thailand ได้แล้ววันนี้ ด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้ม เริ่มต้นเพียงแค่ 25,900 บาท เท่านั้น โดยมีให้เลือกหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Teison Smart Mini, EN+ Caro Series และ EN+ Caro Pro ที่รองรับระบบไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 3 เฟส พร้อมกำลังการชาร์จที่สูงถึง 22 kW  

How – To วิธีดูว่าบ้านเราใช้ไฟกี่เฟส ก่อนติดตั้ง EV Charger

ทุกครั้งที่จะติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charger สิ่งที่ผู้ใช้รถได้ยินกันบ่อย ๆ ก็คงหนีไม่พ้นอย่างแน่นอนก็คือ ระบบไฟฟ้าของบ้าน ใช้ไฟ 1 เฟส หรือ 3 เฟส เพื่อให้เลือกเครื่องชาร์จรถอีวีที่เหมาะสมกับบ้าน และสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่เกิดปัญหาการใช้ไฟฟ้าเกินความสามารถของระบบไฟฟาที่มีอยู่ หรือก็คือการ Overload นั่นเอง เพราะฉะนั้น เราจะพาคนใช้รถ EV มาดูกันว่า ระบบไฟฟ้าที่บ้านเรานั้นใช้ไฟกี่เฟส แล้วไฟ 1 เฟส กับ 3 เฟส มีความแตกต่างกันยังไง ต้องดูตรงไหนบ้าง?

วิธีดูว่าบ้านใช้ไฟฟ้ากี่เฟส ดูยังไงบ้าง

วิธีดูว่าบ้านใช้ไฟฟ้ากี่เฟส ดูยังไงบ้าง?

โดยปกติแล้วการดูว่าไฟฟ้าที่บ้านเป็นระบบไฟฟ้าแบบ 1 เฟส หรือ 3 เฟส สามารถดูได้ 2 วิธี คือ สายไฟที่เข้าบ้านและหน้าจอมิเตอร์ไฟฟ้า ที่จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้

1. การดูจากสายไฟฟ้าที่เข้าบ้านว่ามีกี่สาย

  • ระบบไฟฟ้า 1 เฟส จะใช้สายไฟเข้าบ้านจำนวน 2 เส้น โดยแยกเป็นสายไลน์ 1 เส้น และสายเส้นศูนย์ 1 เส้น
  • ระบบไฟฟ้า 3 เฟส จะใช้สายไฟทั้งหมด 4 เส้น โดยมีสายไลน์จำนวน 3 เส้น และสายเส้นศูนย์ 1 เส้น

2. การดูจากหน้าจอมิเตอร์ไฟฟ้าที่บ้าน

  • ระบบไฟฟ้า 1 เฟส มิเตอร์ไฟฟ้าจะเขียนว่า Single – Phase 2 – Wire โดยมิเตอร์ที่ใช้จะมีแรงดันไฟฟ้า 220 – 230 โวลต์
  • ระบบไฟฟ้า 3 เฟส มิเตอร์ไฟฟ้าจะเขียนว่า Three – Phase 4 – Wire โดยมีแรงดันไฟฟ้าตั้งแต่ 380 – 400 โวลต์
ระบบไฟฟ้า 1 เฟส และ 3 เฟส สำหรับติดตั้ง EV Charger

ข้อดี – ข้อจำกัด ของไฟฟ้า 1 เฟส และ 3 เฟส สำหรับติดตั้งเครื่องชาร์จ

ระบบไฟฟ้า 1 เฟส

สำหรับระบบไฟฟ้า 1 เฟส เป็นระบบไฟฟ้าของบ้านเรือนที่นิยมใช้มากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งบ้านที่ใช้ระบบไฟฟ้าแบบ 1 เฟส จะเหมาะกับเครื่องชาร์จที่มีกำลังไฟประมาณ 7.4 kW เช่น Teison Smart Mini และ EN+ Caro Series ซึ่งเป็นเครื่องชาร์จที่ให้กำลังไฟเพียงพอกับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป

  • ข้อดี : มีราคาถูกกว่าการติดตั้งเครื่องชาร์จแบบ 3 เฟส ทำให้ติดตั้งได้ง่ายกว่า
  • ข้อจำกัด : ใช้เวลาในการชาร์จไฟนานกว่าระบบไฟฟ้าแบบ 3 เฟส และไม่สามารถชาร์จไฟสำหรับรถไฟฟ้าที่มีกำลังไฟฟ้าสูงได้

ระบบไฟฟ้า 3 เฟส

โดยปกติแล้วเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 3 เฟส จะให้กำลังไฟการชาร์จที่มากกว่า มีตั้งแต่ 11 kW ไปจนถึง 22 kW เช่น หากติดตั้งเครื่องชาร์จรุ่น EN+ Caro Pro 22 kW กำลังไฟของบ้านจะต้องไม่ต่ำกว่า 30 kW เป็นต้น

  • ข้อดี : ใช้เวลาในการชาร์จไฟที่เร็วกว่าระบบไฟฟ้าแบบ 1 เฟส เหมาะสำหรับบ้านที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูง แบตลูกใหญ่ และมีรถยนต์ EV หลายคัน เช่น การทำ Home Office
  • ข้อจำกัด : มีราคาติดตั้งที่สูงกว่าระบบไฟฟ้าแบบ 1 เฟส และมีความยากของงานระบบมากกว่า ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญติดตั้งให้เท่านั้น

หมายเหตุ : วิธีคำนวณกำลังไฟฟ้าทั้งหมดของบ้าน ให้นำกำลังไฟฟ้าของเครื่องชาร์จ + กำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์อื่น ๆ ภายในบ้านที่ใช้งานเป็นประจำ

เช็กระบบไฟฟ้าที่บ้าน ระหว่าง 1 เฟส และ 3 เฟส

หากบ้านใช้ไฟ 1 เฟส ติดตั้ง EV Charger ได้หรือไม่?

เมื่อรู้แล้วว่าระบบไฟฟ้าที่บ้านใช้ไฟ 1 เฟส หรือ 3 เฟส ลำดับต่อมาที่หลายคนสงสัยคือ หากบ้านใช้ไฟ 1 เฟส จะสามารถติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charger ที่บ้านได้หรือไม่ ซึ่งตามปกติแล้วสามารถติดตั้งได้ แต่ต้องเป็นเครื่องชาร์จที่รองรับระบบไฟฟ้า 1 เฟส เท่านั้น เพราะตัวเครื่องชาร์จจะมีกำลังไฟในการชาร์จที่แตกต่างกัน หากติดตั้งเครี่องชาร์จที่มีกำลังไฟมากกว่าที่ระบบไฟฟ้าที่รองรับได้ ก็จะทำให้เกิดปัญหาต่อระบบและวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน โดยเฉพาะการ Overload นั่นเอง

สำหรับมาตรฐานการติดตั้ง EV Charger ที่บ้านหรือที่พักอาศัย ตามมาตรฐานของ MEA และ PEA เพื่อให้รองรับการติดตั้งเครื่องชาร์จนั้น หากระบบไฟฟ้าเดิมไม่เพียงพอต่อการติดตั้ง สามารถขอเพิ่มขนาดมิเตอร์เดิมได้เลย โดยเปลี่ยนจากระบบ Single – Phase ขนาด 32A (7.4 kW) เพิ่มเป็นมิเตอร์เป็น Single – Phase ขนาด 30(100)A โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไฟบ้านเป็น 3 เฟส ทั้งยังสามารถขอติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่ 2 หรือเลือกติดตั้งสายเมนวงจรที่ 2 แทนก็ได้ ขึ้นอยู่กับการใช้งานและความเหมาะสมต่อระบบไฟฟ้าของที่พักอาศัย

เพราะการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ต้องดูจากการใช้งานไฟฟ้าทั้งหมดภายในบ้านร่วมด้วย ซึ่งผู้ที่ต้องการติดตั้ง EV Charger สามารถให้ทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านการติดตั้ง เข้าไปตรวจเช็กระบบไฟฟ้าที่บ้านก่อนการติดตั้งได้เช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่าหากติดตั้งเครื่องชาร์จแล้ว จะสามารถใช้งานได้โดยไม่เกิดปัญหาต่อระบบไฟฟ้าในขณะที่ชาร์จไฟ

ติดตั้ง Home Charger กับ Plughaus ด้วยระบบไฟฟ้ส 1 เฟส และ 3 เฟส

สรุป

การติดตั้ง Home Charger หรือ เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการสำรวจระบบไฟฟ้า ว่าเพียงพอต่อเครื่องชาร์จที่ต้องการติดตั้งหรือไม่ หากรถมีขนาดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ ต้องใช้เครื่องชาร์จที่มีกำลังไฟสูง ก็ต้องเปลี่ยนมิเตอร์ให้เหมาะสมก่อนติดตั้งเครื่องชาร์จตามมาตรฐานของ กฟผ. และ กฟน.  เช่นเดียวกับทาง Plughaus Thailand ที่นอกจากจะมีความเชี่ยวชาญด้านงานระบบแล้ว เรายังช่วยออกแบบพร้อมตรวจสอบพื้นที่สำหรับติดตั้งให้ก่อนทุกครั้ง และที่สำคัญ มีการรับประกันหลังการติดตั้งให้แบบครบวงจร  

รีวิวเครื่องชาร์จรถอีวี EN+ Caro Pro กำลังไฟ 22 kW พร้อม IP65

ในบรรดาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ที่รองรับระบบไฟฟ้า 3 เฟส ถือว่ามีจำนวนน้อยกว่าระบบไฟฟ้า 1 เฟสพอสมควร ซึ่งเครื่องชาร์จรถ EV ที่ออกแบบมาเพื่อระบบไฟฟ้า 3 เฟส อย่าง “EN+ Caro Pro” ก็นับว่าเป็นหนึ่งใน Home Charger ที่น่าสนใจ ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ฟังก์ชันจัดเต็ม ทั้งยังเป้นเครื่องชาร์จที่ใช้งานได้ง่าย เพราะฉะนั้น PlugHaus จะพาคุณมาดูกันว่า เครื่องชาร์จไฟแบตเตอรี่รถยนต์รุ่นนี้มีสเปกอย่างไร แล้วมีฟังก์ชันอะไรบ้างที่น่าสนใจ พร้อมสรุปราคาค่าเครื่องและบริการติดตั้งแบบครบวงจรในบทความเดียว

รีวิวเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro

จุดเด่นของเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro

สำหรับเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro เป็นเครื่องชาร์จประเภท Wall Charger หรือ Wallbox ที่ออกแบบมาให้รองรับการติดตั้งกับผนังโดยเฉพาะ แต่มีความพิเศษคือ การออกแบบที่เน้นความหรูหรา ทันสมัย และมีฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ได้มากขึ้น โดยเป็นรุ่นที่มีกำลังไฟสูงถึง 22 kW ถูกเพิ่มมาจากรุ่น EN+ Caro Series ที่ให้กำลังไฟอยู่ที่ 7.4 kW เท่านั้น และใช้ได้เฉพาะกับระบบไฟฟ้า 1 เฟส

ในขณะที่เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro ให้กำลังไฟที่มากขึ้น และสามารถติดตั้งกับบ้านหรือที่พักอาศัยที่ใช้ระบบไฟฟ้า 3 เฟสโดยเฉพาะ จึงทำให้เป็นเครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสำหรับการใช้ในสเกลที่ใหญ่ขึ้น หรือเป็นบ้านที่มีรถยนต์ EV หลายคัน ต้องการเครื่องชาร์จที่ให้กำลังไฟสูง โดยที่ยังคงเป็นการชาร์จแบบปกติ หรือ Normal Charge อยู่ ไม่ส่งผลกระทบต่อแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว

นอกจากนี้ เครื่องชาร์จ EN+ Caro Pro ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันที่น่าสนใจอย่าง Dynamic Load Management ที่ช่วยทำให้การควบคุมการชาร์จไฟสะดวกยิ่งขึ้น และเมื่อบวกกับการรองรับการใช้งานผ่านการเชื่อมต่อทั้ง Wi – Fi และ Bluetooth ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องชาร์จรถ EV ที่ใช้งานได้ครบวงจร ทั้งยังสะดวกในหลาย ๆ ด้าน

รีวิวสเปก และฟังก์ชันการใช้งานของเครื่องชาร์จ EN+ Caro Pro

สเปกและฟังก์ชันการใช้งานของเครื่องชาร์จ EN+ Caro Pro

  • ให้กำลังการชาร์จไฟที่ 22 kW  
  • รองรับการใช้งานสำหรับระบบไฟฟ้า 3 เฟส
  • ความยาวสายไฟสูงสุด 7 เมตร
  • ใช้หัวชาร์จประเภท Type 2
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi – Fi / 4G / Ethernet และ Bluetooth
  • สามารถคอนโทรลการใช้งานผ่านทาง Application EV Chargo ได้ เช่น การตั้งเวลา  
  • มีระบบ RFID สำหรับกำหนดผู้ใช้งานเครื่องชาร์จรถ EV ได้
  • สามารถเริ่มต้นชาร์จได้ง่าย ๆ ทั้งแบบ Plug to Play, RFID Card และ Application
  • รองรับการใช้งานเมื่อติดตั้งร่วมกับ Solar Cell
  • ใช้ร่วมกับบ้านที่มีมิเตอร์ไฟ TOU ในการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV
  • มีระบบ Load Balance ช่วยทำให้การชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ใช้ระบบไฟแบบ Multi – Coloured RGB Light Indication
รีวิวเครื่องชาร์จ EN+ Caro Pro

ระบบความปลอดภัยของตัวเครื่อง

  • มีมาตรฐานการป้องกันฝุ่นและน้ำที่ระดับ IP65 และการกระแทก IK10   
  • มีระบบการป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่ว
  • มีระบบการป้องกันรีเลย์ค้าง (Relay – Sticking Protection)
  • รองรับการใช้งานที่อุณหภูมิต่ำสุดที่ -30 องศาเซลเซียส และสูงสุดที่ 50 องศาเซลเซียส

ตัวเลือกสีเครื่องชาร์จ EV

  • สีขาวมุก
  • สีดำสเปซแบล็ค

ราคาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro จาก PlugHaus

  • ราคาเครื่องชาร์จรถ EV พร้อมบริการติดตั้ง ราคา 46,900 บาท
  • ราคาเครื่องพร้อมบริการติดตั้ง และระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 ราคา 60,800 บาท
ราคาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro จาก PlugHaus

ติดตั้ง Home Charger ที่มีมาตรฐาน เลือก PlugHaus Thailand

สำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 3 เฟส ที่มีมาตรฐานอย่าง EN+ Caro Pro สามารถเลือกติดตั้งกับทางทีมงานของ PlugHaus Thailand ได้ง่าย ๆ โดยที่สามารถเลือกได้ว่า จะติดตั้งแบบยึดติดผนังหรือยึดพื้น ทั้งยังเลือก Custom สีตัวเครื่องได้ตามที่ต้องการ (ตามตัวเลือกสีที่มี) นอกจากนี้ ผู้ใช้บริการสามารถมั่นใจได้ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่สำหรับติดตั้ง Home Charger ตลอดจนบริการหลังการขาย ที่นอกจากเราจะมีทีมงานที่มากประสบการณ์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีมาตรฐานตามที่ MEA และ PEA กำหนดแล้ว ยังมีการรับประกันหลังการติดตั้งให้แบบครบวงจรให้อีกด้วย

ใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV มีค่าบำรุงรักษาอะไรบ้างที่ต้องจ่าย?

การใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถยนต์ EV ถึงแม้จะไม่มีรายการเช็กระยะบางอย่างเหมือนกับรถน้ำมัน แต่การเมนเทนและการบำรุงรักษารถ EV ก็ยังเป็นหนึ่งใน Check List ที่คนใช้รถต้องทำ แน่นอนว่า ค่าบำรุงรักษารถ EV ก็จะมีความแตกต่างจากรถยนต์น้ำมันพอสมควร เพราะฉะนั้น เราจะพาคุณมาดูกันว่า การบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้ามีอะไรบ้างที่สำคัญ แล้วต้องจ่ายค่าเซอร์วิสเท่าไหร่บ้างของแต่ละแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น BYD, Tesla, GWM และแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่น ๆ ที่มีจำหน่ายในไทย

การบำรุงรักษารถ EV มีอะไรบ้าง

การบำรุงรักษารถ EV มีอะไรบ้างที่ต้องเช็ก?

ก่อนที่จะไปดูราคา ค่าบำรุงรักษารถ EV ก่อนอื่นเราต้องมาดูกันก่อนว่า โดยปกติแล้วรถยนต์ไฟฟ้ามีรายการอะไรบ้างที่ต้องเช็กในการนำรถเข้าไปเช็กระยะ เพื่อตรวจสอบระบบและการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในรถ โดยปกติแล้วการเช็กระยะของรถยนต์ EV จะมีตารางระบุอย่างชัดเจน โดยการตรวจเช็กระยะนั้น ประกอบไปด้วย

  • ระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้า
  • ระบบระบายความร้อนและแบตเตอรี่รถ EV
  • ระบบกรองอากาศภายในรถ
  • ระบบเบรก และยางรถยนต์ไฟฟ้า

โดยทั้ง 4 ระบบนี้ เป็นระบบหลักของการเช็กระยะรถยนต์ EV ที่จะต้องตรวจเช็กทุกครั้งที่นำรถเข้าศูนย์บริการ ซึ่งหากระบบใดระบบหนึ่งมีปัญหา ก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของตัวรถเช่นกัน อาทิ หากระบบระบายความร้อนทำงานได้ไม่ดี ก็จะส่งผลต่อตัวแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าตามไปด้วย

การเช็กระยะ และค่าบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า ปี 2025

สำหรับอัตราค่าบริการของการเช็กระยะ หรือการบำรุงรักษารถยนต์ EV จะขึ้นอยู่กับระยะทางที่ต้องนำรถเข้าไปเช็กระยะ โดยทางแบรนด์รถยนต์ส่วนมากจะแบ่งการเข้ารับบริการเช็กระยะรถยนต์ไฟฟ้าออกเป็น 2 รูปแบบ คือ การบำรุงรักษาเชิงป้องกันครั้งแรก และการบำรุงรักษาเชิงป้องกันถัดไปทุก ๆ 12 เดือน โดยทาง Plughaus จะมาสรุปให้ดูกันว่า แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าแต่ละแบรนด์ มีค่าเช็กระยะเท่าไหร่บ้าง

ค่าเช็กระยะ และตารางบำรุงรักษารถ BYD

1. ค่าบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า BYD

แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า BYD จะมีการตรวจเช็กระยะตามตารางบำรุงรักษา โดยการเช็กระยะในครั้งแรกคือรอบ 3 เดือน หรือระยะ 5,000 กม. ซึ่งการเช็กระยะครั้งแรกจะเป็นการตรวจเช็กระบบของรถโดยภาพรวม ว่าสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพหรือไม่ มีระบบไหนที่ทำงานผิดปกติ หรือมีปัญหาไหม หากมีก็จะได้แก้ไขทันที โดยการตรวจเช็กระยะรถยนต์ไฟฟ้า BYD สามารถแบ่งได้ตามระยะ ดังนี้

  • ระยะ 3 เดือน หรือ 5,000 กม.
  • 12 เดือน (1 ปี) หรือ 20,000 กม.
  • 24 เดือน (2 ปี) หรือ 40,000 กม.
  • 36 เดือน (3 ปี) หรือ 60,000 กม.
  • 48 เดือน (4 ปี) หรือ 80,000 กม.
  • 60 เดือน (5 ปี) หรือ 100,000 กม.
  • 72 เดือน (6 ปี) หรือ 120,000 กม.
  • 84 เดือน (7 ปี) หรือ 140,000 กม.
  • 96 เดือน (8 ปี) หรือ 160,000 กม.

โดยค่าบำรุงรักษาของทาง BYD ผู้ใช้รถจะไม่ได้ชำระค่าแรงและค่าอะไหล่ในการบำรุงรักษา (เฉพาะในรายการที่กำหนด) โดยจะไม่รวมกับอะไหล่สิ้นเปลือง อะไหล่ที่ใช้งานหนัก หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดจากการใช้รถ หรือการเปลี่ยนอะไหล่ที่ไม่ตรงตามระยะการบริการ โดยเฉลี่ยแล้วค่าบำรุงรักษาจะอยู่ที่ 3,000 – 10,000 บาท/ปี

ค่าบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า GWM

2. ค่าบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า GWM

ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง GWM ก็เป็นค่ายที่มีบริการ GWM CARE Service Inclusive (GCSI) ด้วยแพ็กเกจฟรีค่าแรงสำหรับการบำรุงรักษาตามระยะทางสูงสุด 10 ครั้ง ตลอด 5 ปี ระยะทางไม่เกิน 75,000 กม. นอกจากนี้ ยังมีการรับประกันแบตเตอรี่รถ EV ให้ตลอดระยะเวลา 8 ปี หรือ 180,000 กม. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้รถ ว่าจะไม่ได้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากจนเกินไป โดยเฉพาะกรณีที่เกิดปัญหาจากตัวรถ ซึ่งการเช็กระยะของรถยนต์ไฟฟ้า GWM จะเริ่มที่ระยะ 12 เดือน หรือ 15,000 กม. ดังนี้

  • ระยะ 12 เดือน หรือ 15,000 กม.
  • ระยะ 24 เดือน หรือ 30,000 กม.
  • ระยะ 36 เดือน หรือ 45,000 กม.
  • ระยะ 48 เดือน หรือ 60,000 กม.
  • ระยะ 60 เดือน หรือ 75,000 กม.
  • ระยะ 72 เดือน หรือ 90,000 กม.
  • ระยะ 84 เดือน หรือ 105,000 กม.
  • ระยะ 96 เดือน หรือ 120,000 กม.
  • ระยะ 108 เดือน หรือ 135,000 กม.
  • ระยะ 120 เดือน หรือ 150,000 กม.

สำหรับอัตราค่าบริการรถยนต์ไฟฟ้า GWM ยกตัวอย่างในรุ่น ORA Good Cat / GT จะมีค่าบำรุงรักษาตามระยะทางที่กำหนดเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 1,000 – 2,000 บาท แต่จะมีเพียงในระยะ 60,000 กม. และ 120,000 กม. จะมีราคาค่าบำรุงรักษาอยู่ที่ประมาณ 5,560 บาท ซึ่งสาเหตุที่มีราคาสูงกว่าระยะอื่น ๆ เนื่องจากการชำระค่าน้ำยาหม้อน้ำ น้ำมันเกียร์ และแหวนรองเกียร์ที่เพิ่มเข้ามา นอกเหนือจากค่าแรงและการเปลี่ยนไส้กรองแอร์

ค่าบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า Tesla

3. ค่าบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า Tesla

การบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้าเทสล่า ไม่ว่าจะเป็นโมเดลไหน ๆ ก็ตาม จะมีระยะการตรวจเช็กที่เหมือน ๆ กันคือ ในทุก 4 ปี จะต้องเปลี่ยนน้ำมันเบรกเสมอ และในทุก ๆ ปี จะต้องมีการทำความสะอาดและหล่อลื่นก้ามปูเบรก (Brake Caliper) ตามมาตรฐานของรถยนต์ไฟฟ้า Tesla และที่ขาดไม่ได้คือ ในทุก ๆ 10,000 กม. จะต้องสลับยางรถ EV ทุกครั้ง หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลง กรณีที่พบว่าความลึกของดอกยางแตกต่างกันมากกว่า 1.5 มม.

นอกจากนี้ การบำรุงรักษารถยนต์ของทางเทสล่า ตามการเข้าเช็กระยะ ยังรวมไปถึงการอัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันปัจจุบัน ในกรณีที่ผู้ใช้รถยังไม่ได้อัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ซึ่งโดยปกติแล้วตัวรถจะสามารถอัปเดตได้โดยอัตโนมัติ ด้วยการส่งข้อมูลผ่านทางเดียวเทียม เพียงแค่เชื่อมต่อ Wi – Fi และใช้แอปมือถือ Tesla เท่านั้น

หมายเหตุ: การเช็กระยะและบำรุงรักษาของรถยนต์ Tesla ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขแบบตายตัวแต่อย่างใด แต่จากการเปิดเผยข้อมูลจากผู้ใช้จริง พบว่าค่าซ่อมแซมเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 15,000 บาท (หรืออาจน้อยกว่า ขึ้นอยู่กับโมเดลและแพ็กเกจการเมนเทนรถยนต์ EV)

สรุป

จากข้อมูลอัตราค่าบริการสำหรับการบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า EV ทั้งจากของ GWM, BYD และ Tesla เอง สามารถอนุมานได้ในเบื้องต้นว่า หากเป็นรถยนต์ไฟฟ้า Tesla จะมีค่าบำรุงรักษาสูงกว่าค่ายรถยนต์สัญชาติจีน ในขณะที่ทาง GWM และ BYD มีค่าบำรุงรักษาเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 1,000 – 3,000 บาท สำหรับการเช็กระยะทั่ว ๆ ไป แต่จะมีเพียงบางระยะที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาราว ๆ 2 – 3 เท่าจากเดิม

ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะการเปลี่ยนถ่ายของเหลว และอุปกรณ์บางอย่างของตัวรถตามอายุการใช้งาน เช่นเดียวกับทางรถยนต์ไฟฟ้า NETA V และ V – II ที่มีค่าบำรุงรักษาเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 – 2,000 บาท ในรอบเช็กระยะปกติ แต่หากเป็นรอบระยะทาง 40,000 กม. และ 80,000 กม. จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 3,800 บาท ซึ่งแบรนด์อื่น ๆ ก็น่าจะมีอัตราค่าบริการและค่าเช็กระยะที่ใกล้เคียงกัน อาทิ GAC, Wuling หรือแม้แต่ Changan