รอเลย “กลุ่มธนบุรี” คว้าดีลใหญ่ NIO พร้อมลุยตลาดรถ EV ในไทยปีนี้

ข่าวดีสำหรับคนรักรถยนต์ไฟฟ้ามาแล้ว! สำหรับดีลใหญ่จาก “กลุ่มธนบุรี” ภายใต้ชื่อ “บริษัท ธนบุรี บลูสกาย จำกัด” ได้คว้าดีลใหญ่ร่วมมือกับทาง NIO หรือ นีโอ อิงค์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม เพื่อนำเข้ามาลุยตลาดรถ EV ในไทย ปี 2569 นี้ เบื้องต้นพร้อมนำร่องในการนำแบรนด์รถยนต์ในเครือมาบุกตลาดรถในไทยคือ NIO, ONVO และ Firefly

กลุ่มธนบุรี และ NIO เตรียมนำเข้ารถ EV ในไทย 2569

 “กลุ่มธนบุรี” เซ็นสัญญา “NIO” หรือ “นีโอ” สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ

เรียกว่าเป็นดีลใหญ่ส่งท้ายปีที่ผ่านมา สำหรับการคว้าสิทธิ์นำเข้าจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่าง NIO, ONVO และ Firefly ที่ทาง “กลุ่มธนบุรี” สามารถปิดดีลกับทาง NIO มาได้ โดยทางด้าน นายรัฐพล วิริยะพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธนบุรี ได้กล่าวว่าทางบริษัทได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรร่วมกับทาง NIO แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับแบรนด์ในเครือทั้ง ONVO และ Firefly

โดยทางด้านกลุ่มธนบุรีให้ความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคว่า จะให้ความสำคัญในทุก ๆ กระบวนการ ตั้งแต่กระบวนการผลิต ตลอดจนกระบวนการทดสอบคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รถยนต์ที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้บริโภค และที่ขาดไม่ได้คือ การยกระดับบริการหลังการขายทั้งของ Mercedes – Benz และ GEELY อย่างครบวงจร

นอกจากนี้ กลุ่มธนบุรี ภายใต้ชื่อ บริษัท ธนบุรี บลูสกาย จำกัด ยังได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับทาง นีโอ อิงค์ ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม พร้อมกับแผนการนำแบรนด์รถยนต์ในเครือมาบุกตลาดรถยนต์ EV ในไทยอย่างเป็นทางการในปี 2569 นี้ ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานของผลิตภัณฑ์ เครือข่ายบริการ และที่ขาดไม่ได้คือ ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ที่จะทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ ว่าจะมีความพร้อมทั้งคุณภาพและโครงสร้างที่รองรับความต้องการในอนาคตอย่างชัดเจน

แน่นอนว่า NIO ไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมอันดับต้น ๆ ของจีน ที่บุกเบิกเทคโนโลยี Battery – as – a – Service หรือก็คือเทคโนโลยีการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สถานี NIO Power Swap และในปัจจุบันก็เป็นเครือข่ายการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดเช่นกัน นอกจากนี้ ทางนีโอก็ยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา ตลอดจนศูนย์การผลิตที่ครอบคลุมถึง 14 พื้นที่ และบริการครอบคลุม 24 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ทำให้พร้อมต่อการขยายตลาดทั้งในไทยและในนานาประเทศเช่นกัน

กลุ่มธนบุรี และแบรนด์ GEELY

ลุ้นรถยนต์ EV เข้าไทย ประเดิมด้วย NIO แบรนด์หลัก

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า NIO ที่ลุ้นว่าจะได้เข้ามาจำหน่ายในไทยเร็ว ๆ นี้ จะประเดิมด้วยแบรนด์หลักอย่าง NIO (นีโอ) ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม โดยจะมุ่งเน้นรถยนต์ไฟฟ้าระดับท็อปพร้อมกับเทคโนโลยี Battery Swap ตัวชูโรงของทางค่าย ที่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ก้อนใหม่ได้ภายในไม่กี่นาที หมดปัญหาเรื่องการรอชาร์จแบตนาน ๆ ไปได้เลย

โดยเบื้องต้นคาดว่ารถไฟฟ้า NIO ที่นำเข้าไทยรุ่นที่อาจะมาทำตลาดในไทย คือ ET5 / ET5T ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่มซีดานและ Wagon ยอดนิยม นอกจากนี้ ยังมีซีดานระดับหรูอย่าง ET7 ในกลุ่ม E – Segment อีกด้วย ส่วนรถยนต์อเนกประสงค์ SUV ก็น่าจะมีรุ่น ES6 / ES8 มาทำตลาดเช่นกัน

รถยนต์ไฟฟ้า NIO LT5 เตรียมเข้าไทย

ONVO รถยนต์ไฟฟ้าครอบครัว คอนเซ็ปต์ Family Smart EV

ส่วนแบรนด์ใหม่ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า NIO อย่าง ONVO (ออนโว) จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่เน้นรถครอบครัวเป็นหลัก ราคาจับต้องได้มากกว่า มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “Family Smart EV” โดยเน้นรถยนต์ขนาดกลาง มีฟีเจอร์ที่ครบครัน พร้อมกับราคาที่ประหยัดมากกว่ารถยนต์ตัวชูโรงอย่าง NIO ถึง 20 – 30% กันเลยทีเดียว และที่น่าจับตาก็น่าจะเป็นรุ่น ONVO L60 คู่แข่งโดยตรงของ Tesla Model Y และ BYD Song L โดยปัจจุบันราคาจำหน่ายในจีนอยู่ที่ 1.99 – 2.59 แสนหยวน ตีเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 1.03 – 1.34 ล้านบาท

รถยนต์ไฟฟ้า NIO ONVO L60 เตรียมเข้าไทย

FIREFLY รถเล็กน้องใหม่ ราคาดี เน้นขับขี่ในเมือง

และทางด้านแบรนด์ FIREFLY (ไฟร์ฟลาย) จะเป็นแบรนด์รถขนาดเล็กยุโรป ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ของทาง NIO เน้นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก มีการพัฒนาพวงมาลัยขวาเพื่อนำเข้าไทยโดยเฉพาะ และที่สำคัญที่สุดคือ ราคาของแบรนด์ FIREFLY จะเป็นแบรนด์ที่ถูกที่สุดในเครือ NIO เพราะตัวรถเน้นการขับขี่ในเมือง มีดีไซน์ที่ทันสมัย มินิมอล โดยที่มีฟีเจอร์ครบครันไม่แพ้กัน  

ถยนต์ไฟฟ้า NIO FIREFLY เตรียมเข้าไทย

กลุ่มธนบุรี และ NIO เชื่อมั่น ตลาดอีวีไทยมีศักยภาพสูง

การร่วมพันธมิตรกันระหว่างกลุ่มธนบุรี และทางด้าน NIO แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมสัญชาติจีน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของตลาดรถ EV ในไทย โดยเฉพาะการที่ผู้บริหารทั้งสองต่างก็มองว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยมีศักยภาพสูง สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะไม่ใช่แค่กระแส แต่คือทางเลือกระยะยาว และในปี 2569 นี้ ก็จะมีการเปิดตัวรถยนต์ทั้ง 3 แบรนด์อย่างเป็นทางการเช่นกัน

อัตราภาษีสรรพสามิต รถยนต์ ปี 2569 ข่าวดีรถ EV มีภาษีต่ำสุดที่ 2%

สำหรับใครที่กำลังติดตามข่าวของอัตราภาษีรถยนต์ ก็น่าจะทราบกันแล้วว่า ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยน โครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ของกรมสรรพสามิต หรือก็คือ อัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยในวันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จะมีการเรียกเก็บภาษีของรถยนต์แต่ละชนิดใหม่ทั้งหมด ทั้งรถยนต์สันดาปทั่วไป, รถยนต์พลังงานทางเลือก และที่ขาดไม่ได้คือ ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ก็มีการปรับ “ภาษีสรรพสามิต 2569” ใหม่เช่นกัน

อัตราภาษีสรรพสามิต 2569 เริ่มใช้ 1 ม.ค. 69

สรุป อัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ เริ่มใช้ 1 ม.ค.​ 2569

1. กลุ่มรถยนต์ BEV (ไฟฟ้า 100%)

สำหรับอัตราภาษีสรรพสามิต 2569 รถยนต์ BEV หรือรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ 100% นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จะถูกคิดอัตราภาษีสรรพสามิตในอัตรา 2% (รถยนต์ไฟฟ้าลดลงจาก 8% ส่วนรถกระบะพลังงานไฟฟ้าถูกเพิ่มภาษีจาก 0% เป็น 2%)

โดยอัตราภาษีใหม่นี้ เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลยกเว้นภาษีอากรสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ทั้งกลุ่มรถยนต์นั่ง, รถยนต์โดยสารที่ไม่เกิน 10 คน รวมถึงรถกระบะไฟฟ้า ซึ่งมีผลบังคับใช้ถึงแค่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เท่านั้น

2. รถยนต์ประเภท PHEV

  • รถที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนไม่ต่ำกว่า 80 กม./ชาร์จ 1 ครั้ง ภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 5%
  • รถที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนต่ำกว่า 80 กม./ชาร์จ 1 ครั้ง คิดภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 10%
  • รถที่วิ่งด้วยเครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร คิดภาษีสรรพสามิตในอัตรา 30%
อัตราภาษีสรรพสามิต 2569 เริ่มใช้ 1 ม.ค. 69

3. รถยนต์ประเภท MHEV และ HEV

  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 6%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 120 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 9%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 120 แต่ไม่เกิน 150 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 14%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 19%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 200 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 24%  
  • เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร คิดอัตราภาษีสรรพสามิต 40%

4. รถยนต์ประเภท ICE หรือรถยนต์สันดาป

  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 13%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 120 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 22%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 120 แต่ไม่เกิน 150 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 25%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 29%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 200 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 34%  
  • เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร คิดอัตราภาษีสรรพสามิต 50%
อัตราภาษีสรรพสามิต ใหม่ ปี 2569

การเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีสรรพสามิต 2569  

จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีสรรพสามิต นับว่าส่งผลกระทบต่อรถยนต์ทุกชนิดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเพิ่มอัตราภาษีของรถยนต์ประเภท MHEV, HEV และ ICE ที่มีอัตราภาษีของรถที่ใช้เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร เพิ่มขึ้นถึง 40% และ 50% ตามลำดับ เช่นเดียวกับการแยกการคำนวณภาษีของรถยนต์ HEV และ MHEV ออกจากกัน โดยยึดตามระยะทางที่วิ่งด้วยไฟฟ้าต่อการชาร์จเป็นเกณฑ์คำนวณ

นอกจากนี้ รถยนต์ PHEV ยังมีข้อกำหนดเพิ่มเติม คือ ต้องติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ หรือ ADAS อย่างน้อย 2 ระบบ และต้องเป็นรถที่ใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเภทไทย นับตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไปเท่านั้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ส่งผลต่อราคาและการเตรียมตัวรับมือของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน หนึ่งในนั้นคือ การปรับเพิ่มราคาของรถยนต์ที่จะจำหน่ายในปี 2569

ยกตัวอย่างคือ รถยนต์ไฟฟ้าของทาง BYD ที่มีการประกาศลดราคาช่วงปลายปี 2568 ก่อนที่มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุด ซึ่งส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 Premium และ BYD SEAL Premium & AWD Performance หมดสต็อกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหลังจากการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิต 2569 ก็น่าจะส่งผลกระทบให้ BYD ในบางรุ่นมีราคาสูงขึ้น ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ BYD SEAL, BYD M6, BYD SEALION 7 และ DENZA D9 จะมีอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มจากเดิม 2% รวมเป็น 10%

การเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีสรรพสามิต 2569

สรุป

จะเห็นได้เลยว่า ในปี 2569 นี้ เป็นหนึ่งในปีที่มีการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV 2026 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ในปลายปี 2568 นี้ ที่ส่งผลให้มีอัตราภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น และถึงแม้ว่ามาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง แต่ยังมีมาตรการ EV 3.5 ที่ทางรัฐบาลมีเงินอุดหนุนให้กับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สูงสุด 100,000 บาท โดยมาตรการนี้ก็จะสิ้นสุดลงในปี 2570 เช่นกัน

สรุปยอดจองรถ Motor Expo 2025 ทุบสถิติรวมกว่า 81,147 คัน

สรุปแล้ว! สำหรับยอดจองรถยนต์ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 หรืองานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 ที่ปิดฉากอย่างสวยงาม และในงาน Motor Expo ปีนี้ จัดขึ้นที่ Challenger Hall 1 – 3 เมืองทองธานี โดยปิดยอดจองงาน Motor Expo 2025 ไปอย่างสวยงามทั้งหมด 81,147 คัน เพิ่มขึ้นจากงาน Motor Expo 2024 ถึง 48.5% โดยในรอบนี้พี่ใหญ่ Toyota หวนคืนแชมป์ได้สำเร็จ หลังจากที่ปี 2024 เสียแชมป์ให้กับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนอย่าง BYD เรียกว่าปีนี้งานมอเตอร์เอ็กซ์โปคึกคักกันเป็นอย่างมาก

สรุปยอดจองรถ Motor Expo 2025

20 อันดับ ยอดจองรถสูงสุดในงาน Motor Expo 2025  

  • อันดับ 1 Toyota ยอดจอง 10,872 คัน   
  • อันดับ 2 BYD ยอดจอง 10,031 คัน
  • อันดับ 3 OMODA JAECOO ยอดจอง 7,266 คัน  
  • อันดับ 4 Honda ยอดจอง 6,278 คัน  
  • อันดับ 5 GAC ยอดจอง 5,019 คัน  
  • อันดับ 6 GEELY ยอดจอง 4,827 คัน   
  • อันดับ 7 MG ยอดจอง 4,827 คัน  
  • อันดับ 8 GWM ยอดจอง 4,609 คัน  
  • อันดับ 9 DEEPAL ยอดจอง 4,586 คัน
  • อันดับ 10 Mitsubishi ยอดจอง 2,988 คัน
  • อันดับ 11 Isuzu ยอดจอง 2,389 คัน  
  • อันดับ 12 Chery ยอดจอง 2,009 คัน
  • อันดับ 13 Mazda ยอดจอง 1,899 คัน
  • อันดับ 14 Nissan ยอดจอง 1,508 คัน
  • อันดับ 15 Zeekr ยอดจอง 1,129 คัน  
  • อันดับ 16 AVATR ยอดจอง 1,103 คัน
  • อันดับ 17 XPENG ยอดจอง 1,089 คัน  
  • อันดับ 18 BMW ยอดจอง 1,070 คัน
  • อันดับ 19 Ford ยอดจอง 914 คัน  
  • อันดับ 20 Mercedes-Benz ยอดจอง 911 คัน

ป้ายยา 5 รถใหม่งาน Motor Expo 2025 ที่มาแรงที่สุด  

1. GEELY EX2

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มาแรงในงาน Motor Expo 2025 นี้ ก็คือ GEELY EX2 ที่เปิดตัวในราคา 399,990 – 429,990 บาท (สำหรับ 2,000 คันแรก) มี 2 รุ่น คือ EX2 และ EX2 MAX ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว พละกำลังสูงสุด 116 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Lithium – ion ความจุ 39.4 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 395 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับทั้งการชาร์จ AC และ DC จัดเต็มระบบความบันเทิงและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแบบครบครัน   

รถยนต์ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 x GEELY EX2

2. JAECOO 5 EV

อีกหนึ่งรุ่นรถยนต์ EV ที่มาแรงในงาน Motor Expo 2025 นี้ ก็คือ JAECOO 5 EV กับราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 589,000 – 639,000 บาท โดยเป็นรุ่นรถนำเข้า CBU จากจีน มี 2 รุ่นย่อย คือ JAECOO 5 EV Dynamic และ JAECOO 5 EV Max ซึ่งเป็นราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว พละกำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิด 288 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ความจุ 58.9 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 400 กม. ตามมาตรฐาน WLTP และระยะทาง 461 กม. ตามมาตรฐาน NEDC

รถยนต์ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 x JAECOO 5 EV

3. BYD Atto 3

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ายอดฮิตในงาน Motor Expo 2025 ก็คือ BYD Atto 3 ที่ก็ติดโผมาแรงทั้งก่อนและหลังงาน โดยมีส่วนลดสูงสุดถึง 200,000 บาท ทำให้ราคาจำหน่ายในรุ่น Premium เหลือ 629,900 บาท กับแบตเตอรี่ความจุ 50.25 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 410 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ส่วนรุ่น Extended เหลือราคาเพียง 699,900 บาทเท่านั้น กับแบตเตอรี่ความจุ 60.48 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 480 กม. ตามมาตรฐาน NEDC

รถยนต์ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 x BYD Atto 3

4. Toyota Hilux Travo – e

เรียกว่ากระบะไฟฟ้าจากพี่ใหญ่โตโยต้าอย่าง Toyota Hilux Travo – e เป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน Motor Expo 2025 ปีนี้ เพราะเป็นการเปิดตัวพร้อมลุยตลาดรถกระบะไฟฟ้าครั้งแรกอย่างเป็นทางการ โดยเปิดตัวมาในราคา 1,491,000 บาท ซึ่งเป็นรุ่นผลิดในไทย มาพร้อมกับความจุแบตเตอรี่ 59.2 kWh แรงดันไฟฟ้า 296 V พร้อมกับระบบส่งกำลัง e – Axle ขับเคลื่อน 4 ล้อ วิ่งได้ไกลสูงสุด 315 กม. ตามมาตรฐาน NEDC มีโหมดการขับขี่ทั้งแบบ Eco, Normal และ Sport ทั้งยังลุยน้ำได้สูงสุด 700 มิลลิเมตร  

รถยนต์ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 x Toyota Hilux Travo – e

 5. BYD Ti7

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน Motor Expo 2025 ก็คือการเผยโฉมรถ SUV สไตล์ Adventure อย่าง BYD Ti7 รถปลั๊กอินไฮบริด PHEV เป็นครั้งแรก โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ความจุแบตเตอรี่ 35.6 แบบ Cell – to – Body หากขับขี่ด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวสามารถขับขี่ได้ไกลสูงสุดที่ 155 กม. ตามมาตรฐาน NEDC แต่ยังไม่มีการเปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เป็นเพียงแค่การโชว์ตัวก่อน แต่ก็ทำให้ได้กระแสตอบรับที่ดีมาก ๆ ของทางค่าย BYD ในงาน Motor Expo ในปีนี้

รถยนต์ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 x BYD Ti7

สรุป   

สำหรับยอดจองรถยนต์ใหม่งาน Motor Expo 2025 ในปีนี้ ก็ทำให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ในไทยคึกคักเป็นอย่างมากในรอบ 10 ปี เพราะที่ผ่านมางาน Motor Expo ยังไม่สามารถปิดยอดจองไปได้มากกว่า 6 หมื่นคัน แต่ในปีนี้กลับทุบสถิติยอดจองถึง 81,147 คัน ส่วนค่ายรถหลาย ๆ ค่ายก็สามารถสร้างสถิติด้วยยอดจองที่สูงเป็นประวัติการณ์ได้เช่นกัน

อาทิ Toyota ที่สามารถปิดยอดจองไปได้ถึง 10,872 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ถึง 2,575 คัน ในขณะที่ทาง BYD ก็สามารถทุบสถิติยอดจองไปถึง 10,031 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 2,989 คัน และที่สำคัญคือ ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนมาแรงมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อการใช้รถยนต์ EV มากกว่าที่ผ่านมา ทั้งคุณภาพรถและการขยายสถานีชาร์จที่เพียงพอในปัจจุบัน

มาแน่! รถยนต์ไฟฟ้า EV ในงาน Motor Expo 2025 ลุ้นเปิดตัวปีนี้!

หนึ่งในไฮไลต์ที่สำคัญและคนรักรถต่างก็รอคอย ก็คือการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 จากแบรนด์ชั้นนำมากมาย ซึ่งล่าสุดทางผู้จัดงานก็ได้อัปเดตมาให้แล้วเช่นกัน ว่าในปีนี้มีรถยนต์ EV รุ่นไหนบ้าง ที่น่าจับตามอง และน่าจะมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในงาน Motor Expo 2025 หรือ มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 ที่กำลังจะถึงนี้

รถยนต์ไฟฟ้า Volvo ES90 ในงาน Motor Expo 2025

1. Volvo ES90

สำหรับ Volvo ES90 เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็น่าจะเป็นหนึ่งในไฮไลต์ภายในงาน Motor Expo 2025 นี้เช่นกัน โดยในรุ่นปัจจุบันนี้เป็นรุ่นที่นำเข้า CBU จากจีน กับการใช้แบตเตอรี่ 800V Technology เป็นรุ่นแรก ความจุแบตเตอรี่ 92 kWh สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 755 กม. (ตามมาตรฐาน NEDC)

โดยมีขุมพลังคือ มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลัง 338 แรงม้า ซึ่งก็ถือว่าเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญของ BMW i5 และ Mercedes – Benz EQE Sedan และที่น่าสนใจกว่าคือ รองรับการชาร์จ DC Ultra – Fast Charging ภายใน 10 นาที ส่วนระบบความบันเทิงภายในก็ครบครัน อาทิ หน้าจอกลางระบบสัมผัส 14.5 นิ้ว และรองรับระบบ Google Buit – in และที่ขาดไม่ได้คือ มีระบบเสียงรอบทิศทา

ราคาจำหน่าย

  • ES90 Ultra – Single Motor Extended Ranger RWD 2,990,000 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR 009 ในงาน Motor Expo 2025

2. ZEEKR 009

ถึงแม้ว่า ZEEKR 009 Standard จะเปิดตัวไปแล้วในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่น่าติดตามในงาน Motor Expo 2025 เช่นกัน โดยรถตู้ไฟฟ้า ZEEKR 009 เป็นรุ่นย่อยใหม่ล่าสุด ที่สามารถให้ระยะทางการขับขี่ได้สูงสุดถึง 712 กม. (ตามมาตรฐาน NEDC) และระยะทาง 604 กม. (มาตรฐาน WLTP) ใช้มอเตอร์เดี่ยว ด้วยขุมพลัง 340 แรงม้า แบตเตอรี่ Cell – To – Pack CTP 2.0 CATL 400V ขนาด 116 kWh

โดยไฮไลต์ของ ZEEKR 009 ก็คือการให้ระบบความปลอดภัยและการใช้งานที่ครบครันมากขึ้น โดยเฉพาะเรดาร์ Ultra – long 250M Wave Radar ทั้งยังมีชิปประมวลผล Qualcomm 8295 รวมถึงระบบสั่งการด้วยเสียง AI – Mate EVA Voice Assistant และยังมีระบบ Entertainment ที่ครบครัน อาทิ หน้าจอเพดาน OLED ขนาด 17 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, ไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร และระบบเสียงรอบทิศทาง Yamaha Surround Sound ที่มาพร้อมลำโพงอีก 30 ตำแหน่ง

ราคาจำหน่าย

  • Standard 7-Seaters 2WD ราคา 2,399,000 บาท (NEW)
  • Premium 7-Seaters Dual Motors AWD ราคา 3,099,000 บาท
  • Flagship 6-Seaters Dual Motors AWD ราคา 3,159,000 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า MG IM5 ในงาน Motor Expo 2025

3. MG IM5

MG IM5 ก็เป็นหนึ่งในรถยนต์ซีดานไฟฟ้าขนาดกลาง ที่น่าจะมาเปิดตัวในงาน Motor Expo 2025 นี้เช่นกัน ที่มาพร้อมกับความสปอร์ตพรีเมียม แต่ก็ยังคงความมินิมอลเล็ก ๆ เอาไว้ตามสไตล์ยานยนต์ยุคใหม่ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน รวมถึงฟีเจอร์ไฮเทคมากมาย โดยเฉพาะระบบช่วยขับขี่ที่ให้มาแบบไม่มีกั๊กในราคาที่เอื้อมถึง

แน่นอนว่า หาก MG IM5 รุ่นที่เปิดตัวในไทย ใช้สเปกเดียวกันกับที่เปิดตัวและจำหน่ายในออสเตรเลีย ก็ถือว่ามีเทคโนโลยีที่น่าสนใจหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น ระบบเบรก Intelligent Comfort Stop ที่ช่วยปรับการเบรกได้ทุก ๆ สถานการณ์, ระบบเลี้ยว 4 ล้อ ที่เพิ่มความคล่องตัวเข้ามา,​ ระบบ Advanced Skid Prevention ระบบลดอาการเหินน้ำ และที่ขาดไม่ได้คือ Rainy Night Mode ที่ช่วยแสดงภาพการจราจรและถนนได้อย่างชัดเจน   ส่วนสเปกก็มีหลายเกรดเช่นกัน ดังนี้

  • รุ่น Premium ใช้แพลตฟอร์มแบตเตอรี่ 400V ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 550 กม.
  • รุ่น Platinum ใช้แพลตฟอร์มแบตเตอรี่ 800V ระยะทางวิ่งสูงสุดอยู่ที่ 625 กม.
  • รุ่นท็อป Performance ใช้แพลตฟอร์มแบตเตอรี่ 800V ระยะทางวิ่งสูงสุดอยู่ที่ 755 กม. 

ราคาจำหน่าย

  • คาดว่าจะมีราคาต่ำกว่า MG IM6 ที่จำหน่ายเริ่มต้นอยู่ที่ 1,399,900 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin ในงาน Motor Expo 2025

4. BYD Dolphin

รถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin รุ่นปรับปรุงใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้า ที่คาดว่าจะเปิดตัวในงาน Motor Expo 2025 ที่กำลังจะถึงนี้ ซึ่งในจีนเรียกรุ่นนี้ว่า God’s Eye C MY2025 ที่ใช้เทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะ God’s Eye C – DiPilot 100 โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ที่มี 2 ขุมพลังให้เลือก คือ รุ่นแบตเตอรี่ LFP 44.92 kWh และรุ่นแบตเตอรี่ 60.48 kWh

โดยจุดเด่นของ BYD Dolphin รุ่นปรับปรุงใหม่ จะมาพร้อมกับระบบพลังงานใหม่อย่าง New Configuration ด้วยโครงสร้างอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และระบบควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะของแบตเตอรี่ มีระบบจ่ายไฟนอกและระบบการตั้งเวลาในการใช้งานรถล่วงหน้า ส่วนฟังก์ชันอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย ก็ยังครบครันเช่นเดิม อาทิ โหมดเฝ้าระวังอัจฉริยะ, กล้องมองภาพรอบคัน, และระบบมองภาพจากระยะไกล

ราคาจำหน่าย

  • ในจีนราคาจำหน่ายอยู่ที่ 99,800 – 125,800 หยวน
  • ในไทยคาดว่าจะอยู่ที่ราว ๆ 451,000 – 568,000 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า MG Maxus eTerron 9 ในงาน Motor Expo 2025

5. MG Maxus eTerron 9

อีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่น่าจับตาก็คือ MG Maxus eTerron 9 ที่เตรียมเปิดตัวในไทยอย่างมเป็นทางการในงาน Motor Expo 2025 หรือภายในวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่กำลังจะถึงนี้ โดยความน่าสนใจคือ นอกจากจะเป็นรถกระบะไฟฟ้า 100% ที่เตรียมบุกตลาดรถกระบะแล้ว ยังเป็นรุ่นที่ใช้แพลตฟอร์ม GST ที่ได้รับการเปิดเผยในงาน Hannover Auto Show ในประเทศเยอรมนีมาก่อนแล้ว

โดย MG Maxus eTerron 9 มาพร้อมกับมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวรสองตัว ใช้แบตเตอรี่ LFP 102 kWh สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 430 กม.​ (มาตรฐาน WLTP) มาพร้อมกับคุณสมบัติ Vehicle – To – Load หรือ V2L ที่ทำให้ผู้ใช้รถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์และเครื่องมืออื่น ๆ ภายนอกได้ ทั้งยังมีระบบ All – Terrain System (ATS) ที่ประกอบไปด้วยโหมดการขับขี่ที่ตั้งไว้ล่วงหน้าได้ 6 โหมด พร้อมตั้งค่าการขับขี่ได้กว่า 400 แบบ

รถยนต์ไฟฟ้าเปิดตัวใหม่ในงาน Motor Expo 2025

สรุป

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ที่เตรียมเปิดตัวในงาน Motor Expo 2025 นี้ ก็นับว่ามีหลายรุ่นที่น่าสนใจ และคาดว่าน่าจะมีรุ่นอื่น ๆ ให้ติดตามกัน อาทิ Leap Motor Rafa5, Xpeng G6 MC, GEELY EX2, Omoda C3 ส่วนรถยนต์สันดาปและรถยนต์พลังงานทางเลือก จากค่ายรถยนต์ชั้นนำ ก็น่าจะมีการเปิดตัวเช่นกัน อาทิ Nissan X – Trail E – Power และ Deepal S07 Minorchange

ทั้งนี้ คนรักรถสามารถเข้าไปร่วมชมรถยนต์เปิดตัวใหม่ หรือไฮไลต์เด็ด ๆ ของงาน Motor Expo 2025 ในปลายปีนี้ได้เช่นกัน โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็คเมืองทองธานี หรือติดตามข่าวสารได้จากทาง Plughaus Thailand ที่พร้อมเสิร์ฟข่าวรถยนต์ไฟฟ้าให้คนรักรถ EV ได้ติดตามกันแบบครบ จบ ทุกประเด็นแน่นอน

หั่นแรง BYD Dolphin 2025 ลดราคาทั้งแผงกว่า 140,000 บาท

งานนี้ถูกใจสาวกค่าย BYD แน่นอน เพราะล่าสุดได้มีการประกาศ ลดราคา BYD Dolphin 2025 ใหม่ ซึ่งเป็นรุ่นประกอบในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยรอบนี้ปรับลดราคาล่าสุดลงมามากถึง 140,000 บาท ทำให้รุ่นเริ่มต้นมีราคาไม่ถึงครึ่งล้าน โดยเป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV3.0 พร้อมเคลมข้อเสนอที่ดีที่สุด หากมีใครที่ให้ราคาดีกว่านี้ ทาง BYD พร้อมชดเชย!

BYD Dolphin ลดราคา 2025 ส่งท้ายมาตรการ EV3.0

BYD Dolphin 2025 ลดราคาส่งท้ายมาตรการ EV3.0

สำหรับโปรโมชันลดราคา BYD Dolphin รุ่นประกอบในไทยลงกว่า 140,000 บาท เป็นการส่งท้ายมาตรการ EV3.0 ซึ่งเป็นมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของทางรัฐบาล ที่จะสิ้นสุดในปลายปีนี้ ทาง BYD Dolphin จึงประกาศลดราคาลดลงมา ในรุ่งดังต่อไปนี้

  • BYD Dolphin Standard Range 50.25 kWh เหลือ 449,000 บาท (จาก 569,000 บาท)
  • BYD Dolphin Extended Range 60.48 kWh เหลือ 569,000 บาท (จาก 709,000 บาท)

สำหรับโปรโมชัน BYD Dolphin ลดราคาล่าสุดนี้ เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 หรือสิ้นปีนี้ พร้อมกับการลด แลก แจก แถม ทั้งฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อมกับ พ.ร.บ. 1 ปี นอกจากนี้ ยังแถมฟิล์มเซรามิก พร้อมบริการติดตั้งอีกด้วย

BYD Dolphin 2025 ลดราคาลง 140,000 ทุกรุ่น

การรับประกันและของแถม สำหรับโปรลดราคา BYD Dolphin

  • รับประกันคุณภาพตัวรถ นาน 8 ปี หรือ 160,000 km.
  • รับประกันแบตเตอรี่ นาน 8 ปี หรือ 160,000 km.
  • รับประกันระบบขับเคลื่อน นาน 8 ปี หรือ 150,000 km.
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี พร้อม พรบ.
  • ฟรี ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ เซรามิก XUV Max III
  • ฟรี สายต่อพ่วงอุปกรณ์ไฟฟ้า VTOL
  • ฟรี สายชาร์จ AC Portable Charger สำหรับรถ
  • ฟรี พรมเข้ารูป กรอบป้าย ฟิล์มหน้าจอ
  • ฟรี ค่าจดทะเบียน

สเปกพื้นฐาน BYD Dolphin 2025

มิติตัวถัง

  • 4,290 x 1,770 x 1,570 มม. (ยาว x กว้าง x สูง)
  • ระยะฐานล้อ 2,700 มม.
  • ระยะต่ำสุดถึงพื้น 130 มม.
  • ที่เก็บสัมภาระด้านท้ายรถสูงสุด 1,310 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง
รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin 2025 ลดราคาใหม่

ขุมพลังและแบตเตอรี่รถ

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor ให้พละกำลังสูงสุด 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 180 นิวตันเมตร ใช้แบตเตอรี่ BYD Blade Battery (LFP) มี 2 ขนาด คือรุ่น Standard Range ขนาด 50.25 kWh ขับเคลื่อนล้อหน้า Front – Wheel Drive วิ่งทางไกลได้สูงสุด 435 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ส่วนในรุ่น Extended Range ที่ใช้แบตเตอรี่ความจุ 60.48 kWh สามารถให้ระยะทางที่วิ่งไกลได้สูงสุด 490 กม. ตามมาตรฐาน NEDC เช่นกัน

จุดเด่นของการตกแต่งภายนอก   

การออกแบบรถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin เป็นรุ่นที่ใช้คอนเซ็ปต์จากศิลปะแห่งท้องทะเล ที่สะท้อนวิถีแห่งโลมา ที่ให้ได้ทั้งความสนุกสนาน ความปราดเปรียว และความคล่องตัวอย่างอิสระ โดยตัวรถมีจุดเด่นจากเส้นสายการออกแบบหลายอย่าง อาทิ   

  • ไฟท้าย Geometric Polyline LED Tail Light ทรงเลขาคณิตที่เป็นเอกลักษณ์ โฉบเฉี่ยวสะดุดตา
  • เพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วย NFC / Keyless Card หรือคีย์การ์ดแบบพกพา
  • ใช้ล้ออัลลอย 17 นิ้ว Sport Alloy Wheel แบบทูโทน ดูแตกต่าง แต่ลงตัวอย่างมีสไตล์
  • โดดเด่นด้วยประโยคสุดคลาสสิก พร้อมตัวอักษร Build Your Dreams ด้านท้ายรถ
โดดเด่นด้วยประโยคสุดคลาสสิก พร้อมตัวอักษร Build Your Dreams ด้านท้ายรถ

จุดเด่นของการตกแต่งภายใน

แน่นอนว่า การตกแต่งภายในเอง BYD Dolphin ก็ถือว่าออกแบบมาได้อย่างลงตัว มีฟังก์​ชันการใช้งานที่ครบครัน คุ้มค่าทั้งรุ่นเริ่มต้นและรุ่นท็อป อาทิ 

  • พวงมาลัยทรงสปอร์ต 3 ก้าน แบบไฟฟ้า EPS
  • หน้าจอเรือนไมล์ผู้ขับขี่แบบ LCD ขนาด 5 นิ้ว
  • ระบบกรองฝุ่ง PM2.
  • มือจับประตูออกแบบให้ล้ำสมัยตามสไตล์ Dolphin Design เหมือนได้ดำดิ่งไปกับโลมาในท้องทะเล
  • Innovation Drive Mode หรือสวิตช์ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์​แบบอิเล็กทรอนิกส์ Finger – Touch Electronic Shift
  • ช่องเชื่อมต่อ USB – C และ USB – C อย่างละ 1 ตำแหน่ง ทั้งผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลัง
  • มาพร้อมกล้องมองภาพแบบ 360 องศา เห็นภาพได้รอบคันด้วย Surround Vision View Camera

นอกจากนี้ การตกแต่งภายในของรุ่น Extended Range จะถูกเพิ่มที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย หรือ Wireless Phone Charger และหลังคากระจก Electric Panoramic Glass Roof ในรุ่น Extended Range ที่คลอบคลุมทั้งห้องโดยสาร

BYD Dolphin ราคาใหม่ในไทย ปี 2025

ระบบความปลอดภัย และฟังก์​ชันที่น่าสนใจ

โดยระบบความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin ก็นับว่ามีความครบครันเช่นกัน อาทิ ทั้งถุงลมนิรภัยภายในตัวรถ, เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติ (รุ่น Extended เป็นแบบผ่อนแรง), ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง, ระบบช่วยควบคุมการไหลของรถแบบอัตโนมัติ, ระบบช่วยป้องกันการลื่นไถลขณะขับขี่, ระบบควบคุมความเร็ว, ระบบช่วยจอด และที่ขาดไม่ได้คือ ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ

สรุป

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin 2025 ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของรถยนต์ EV ที่น่าสนใจในปีนี้ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าไว้ใช้งาน ในราคาที่คุ้มค่า เพราะนอกจากจะมีส่วนลดส่งท้ายมาตรการ EV3.0 มูลค่าถึง 140,000 บาทแล้ว ยังมีสิทธิพิเศษให้อีกมากมาย โดยเฉพาะของแถมสำหรับลูกค้า BYD โดยเฉพาะ ซึ่งถ้าเทียบกับสมรรถนะ ระบบความปลอดภัย และฟังก์ชันในการใช้งาน ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าใช้อีกหนึ่งรุ่นก็ว่าได้

Full – Package บริการติดตั้ง EV Charger ที่บ้านแบบครบวงจร

สำหรับคนใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Car ในทุก ๆ ชนิด ที่กำลังมองหาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าราคาย่อมเยา ใช้งานง่าย ที่มาพร้อมบริการติดตั้งเครื่องชาร์จแบบครบ จบ ในที่เดียว ไม่ต้องหาทีมงานด้วยตัวเอง เพียงเลือกบริการติดตั้ง EV Charger ที่บ้านแบบ Full – Package กับทาง Plughaus Thailand รับสิทธิประโยชน์มากมายในราคาที่ดีที่สุด พร้อมมาตรฐานงานติดตั้ง ที่จะทำให้การชาร์จไฟปลอดภัย แถมใช้งานได้ยาวนานยิ่งกว่า 

แพ็กเกจติดตั้ง EV Charger ที่ Plughaus ครบ จบ ในที่เดียว

แพ็กเกจติดตั้ง EV Charger ครบ จบ ในที่เดียว

สำหรับแพ็กเกจติดตั้ง EV Charger ของทาง Plughaus เราออกแบบมาให้บริการแบบ One Stop Service คือให้บริการทั้งจำหน่ายเครื่องชาร์จ พร้อมทั้งการบริการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน ด้วยทีมงานที่มากประสบการณ์ โดยเฉพาะช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาต ทำให้การติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานของ กฟผ. และ กฟน. เรียกง่าย ๆ ว่า เราให้บริการแบบครบ จบ ในที่เดียว ไม่ต้องยุ่งยากหาช่างให้วุ่นวาย หรือต้องไปหาซื้อเครื่องชาร์จเอง

มีเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV หลายรุ่นให้เลือก

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายในบ้าน ที่ใช้งานได้ง่าย ใช้กับรถยนต์ BEV ได้ทุกรุ่น ทางเราก็มีตัวเลือกให้หลากหลายรุ่นเช่นกัน ตั้งแต่รุ่นที่ใช้ระบบการชาร์จแบบง่าย ๆ ด้วยฟีเจอร์ Plug and Charge ไปจนถึงรุ่นที่สามารถคอนโทรลการใช้งานได้ผ่านทางแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็น

  • Teison Smart Mini เป็นเครื่องชาร์จไซซ์มินิ ที่เน้นการใช้งานง่าย ราคาย่อมเยา ใช้งานแบบ Plug and Charge เสียบปุ๊บชาร์จได้เลย โดยมีราคาค่าเครื่องพร้อมบริการติดตั้ง Home Charger อยู่ที่ 34,900 บาท
  • EN+ Caro Series เครื่องชาร์จดีไซน์หรู ที่ใช้ระบบควบคุมพลังงานแบบ Dynamic Load Management ชาร์จได้อย่างปลอดภัย ใช้งาน Home Charger ผ่านแอปฯ ได้ ด้วยราคา Full – Package เพียง 43,900 บาท
  • EN+ Caro Pro เครื่องชาร์จที่ออกแบบมาเพื่อบ้านที่ใช้ระบบไฟฟ้า 3 เฟส ให้กำลังไฟ 22 kWh ใช้งานได้ผ่านทางแอปฯ รวมถึงระบบ RFID และที่สำคัญ ใช้ร่วมกับการติดตั้ง Solar Cell ได้ด้วย ในราคารวมบริการติดตั้งและระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 เพียง 60,800 บาท

นอกจากเครื่องชาร์จรถ EV ที่มีตัวเลือกให้หลากหลายรุ่นแล้ว เรายังมีตัวช่วยดีดีอย่าง แท่งดับเพลิงอัตโนมัติ MAUS Stixx Pro ที่สามารถติดตั้งไปพร้อม ๆ กันกับ EV Charger ได้เลย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยต่ออัคคีภัยได้มากขึ้นในครัวเรือน

บริการติดตั้งเครื่องชาร์จ EV Charger พร้อมไฟฟ้าวงจรที่ 2

บริการติดตั้งเครื่องชาร์จ พร้อมระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2

โดยบริการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของทาง Plughaus เรายังครอบคลุมทั้งการติดตั้งแบบทั่ว ๆ ไปตามที่พักอาศัยแต่ละรูปแบบ รวมถึงบ้านที่ต้องการแยกวงจรไฟฟ้า หรือติดตั้งระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 ทางทีมงานของเราก็พร้อมให้บริการแบบครบวงจรเช่นกัน ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ การขออนุญาตเพื่อทำเรื่องของมิเตอร์ชาร์จรถไฟฟ้า รวมถึงการเดินระบบไฟที่เหมาะสมกับตัวบ้าน ซึ่งรวมไปถึงการใช้มิเตอร์ TOU หรือบ้านที่ติดตั้ง Solar Cell ด้วย

นอกจากนี้ บ้านที่ใช้ไฟฟ้าทั้ง 1 เฟส และ 3 เฟส ก็สามารถติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้เช่นกัน โดยทางทีมงานของทาง Plughaus จะมีการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบพื้นที่ที่ต้องการติดตั้ง EV Charger อย่างละเอียด พร้อมวางงานระบบไฟฟ้าสำหรับติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านตามระบบไฟฟ้าที่ใช้ ด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีมาตรฐาน ผ่านการรับรองคุณภาพ อาทิ มอก. และ IEC

บริการติดตั้งเครื่องชาร์จ EV Charger แบบครบวงจร

รับประกันหลังงานติดตั้ง พร้อมดูแลตลอด 24 ชม.

สำหรับลูกค้าที่ติดตั้ง Home Charger หรือเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน จะได้รับบริการหลังงานติดตั้ง ทั้งการรับประกันตัวเครื่องชาร์จ EV และงานระบบ หากเกิดปัญหาใด ๆ ก็จะมีทางทีมงานเข้าไปตรวจสอบให้ทันที ด้วยบริการหลังงานติดตั้งตลอด 24 ชม. ทำให้ผู้ใช้บริการมั่นใจได้อย่างแน่นอน ว่าจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด จากทีมงานที่มากประสบการณ์ และการบริการที่มีคุณภาพ ตั้งแต่ก่อนติดตั้งไปจนถึงการดูแลหลังงานติดตั้งอย่างใกล้ชิด

รีวิวการติดตั้งเครื่องชาร์จ EV Home Charger

สนใจติดตั้ง EV Charger ลงทะเบียนเลยที่ Plughaus

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ EV หรือ Home Charger สามารถลงทะเบียนหรือสอบถามอัตราค่าบริการเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Plughaus Thailand หรือเบอร์โทรศัพท์ 091-015-2993, 065-507-7132 หรือ 02-114-7343 เพื่อรับสิทธิประโยชน์ และโปรโมชันราคาเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า พร้อมบริการติดตั้งด้วยแพ็กเกจที่ดีที่สุดได้ก่อนใคร

รู้จัก EV Fleet ในธุรกิจโลจิสติกส์ เมกะเทรนด์ในอนาคต

การใช้รถไฟฟ้าในปัจจุบัน นับว่าเป็นอีกหนึ่งเมกะเทรนด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่ง ที่ได้หันมาใช้ EV Fleet พร้อมสร้าง EV Ecosystem แบบครบวงจร ด้วยการวางโมเดลที่เรียกว่า EV Fleet Solutions ที่เหมาะสำหรับการดำเนินกิจการ ซึ่งการวางโมเดลดังกล่าวนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การลดต้นทุนด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าก็คือ Net Zero นั่นเอง

โมเดล EV Fleet คืออะไร?

EV Fleet คืออะไร?

EV Fleet มาจากคำว่า Fleet Business หรือ Fleet Management ที่หมายถึง ธุรกิจหรือองค์กรที่ใช้ยานพาหนะในหลาย ๆ รูปแบบประกอบกิจการ ซึ่งที่เห็นได้บ่อยก็คือ ธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่ง เพราะฉะนั้น คำว่า EV Fleet ก็คือโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) อย่างหนึ่ง ที่มีวิธีการดำเนินการด้านโลจิสติกส์ ที่มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการลดการปล่อย CO2 โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าจากต้นน้ำไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อนำไปสู่เป้าหมายใหญ่อย่าง Net Zero หรือการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

EV Fleet และ Green Logistics

หลักการปฏิบัติของ Green Logistics  

สำหรับหลักการปฏิบัติของ Green Logistics จะมีแนวทางที่สำคัญคือ การใช้เชื้อเพลิงและพลังงานที่มีความสะอาดและยั่งยืน โดยเริ่มต้นอาจเป็นการใช้เชื้อเพลิงกลุ่มไบโอดีเซลก่อน แล้วขยายไปเป็นการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือใช้โมเดล EV Fleet Solutions แทนในระยะยาว หลังจากนั้นจะเริ่มเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงไปเป็นรูปแบบที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการขนส่งสินค้าร่วมกัน หรือก็คือการรวบรวมสินค้าจากหลาย ๆ ผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน เพื่อลดพื้นที่ว่างในการขนส่งแต่ละครั้งรวมถึงเที่ยวเปล่า ที่ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ และที่ขาดไม่ได้คือ การบริหารและการจัดการศูนย์หรือคลังกระจายสินค้า เพื่อลดระยะทางในการขนส่งรวมถึงระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าไปยังปลายทางด้วยเช่นกัน (ที่มา: ธนาคารออมสิน)

เช่นเดียวกับการพัฒนาเทคโนโลยี ที่ในแนวทางของ Green Logistics จะมีการนำเอาเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ มาใช้ร่วมด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างยั่งยืน อาทิ การใช้ระบบบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าของรถบรรทุกไฟฟ้า ด้วยโซลูชั่น EV Fleet หรือแม้กระทั่งการใช้อุปกรณ์ดักจับมลพิษจากท่อไอเสีย สำหรับยานยนต์ที่ยังใช้เชื้อเพลิงอยู่ และที่ขาดไม่ได้คือ การพัฒนาโครงสร้างคมนาคมขนส่งให้พร้อม รวมถึงความร่วมมือกับภาครัฐ ที่จะต้องออกนโยบายต่าง ๆ เพื่อผลักดันไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

การเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์ และการใช้โมเดล EV Fleet

การเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์ในไทย  

แน่นอนว่า การเปลี่ยนโมเดลการขนส่งจากยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม มาใช้พลังงานไฟฟ้าแบบ 100% หรือการใช้โมเดล EV Fleet Solutions นั้น มีผลดีในระยะยาวต่อธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่งอย่างแน่นอน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขนส่งสินค้าของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคที่ Online Marketing มาแรง และผู้บริโภคหันมาใช้บริการสั่งสินค้าออนไลน์มากกว่า

จากการวิจัยการฟื้นตัวของกิจกรรมภาคการผลิต การค้า และการลงทุน ของทางธนาคารกรุงศรี ก็สรุปได้ว่าธุรกิจบริการขนส่งสินค้าทางถนนนับตั้งแต่ปี 2567 – 2569 มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 2.0 – 3.0% ต่อปี โดยมีสัดส่วนถึง 80% อาทิ บริการรถขนส่งสินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของภาคการค้าและภาคการผลิตการค้า รวมถึงการเติบโตของธุรกิจ e – Commerce ที่ก็ส่งผลต่อปริมาณการใช้รถบรรทุกที่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปีเช่นกัน

เพราะนั้น จากการเติบโตของการขนส่งทางถนนในประเทศไทย จึงทำให้อนุมานได้ว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ควรมีการบริหารการจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ และการลดต้นทุนการขนส่งให้ได้ในระยะยาว ซึ่งหนึ่งในแนวทางดังกล่าวก็คือ การหันมาใช้เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า หรือ รถ EV แทน ไม่ว่าจะเป็น รถบรรทุกไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ฯลฯ หรือในบางกรณีก็อาจเลือกใช้พลังงานผสมแทน เพื่อความยืดหยุ่นในการขนส่งในแต่ละพื้นที่

ข้อดีของการใช้โมเดล EV Fleet Solutions ของธุรกิจ

เปลี่ยนมาใช้ EV Fleet Solutions ดีกว่ายังไงต่อธุรกิจ?

สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ที่ใช้โมเดล EV Fleet Solutions จะเห็นได้ว่า นอกเหนือจากการใช้พลังงานสะอาดแทนพลังงานเชื้อเพลิง ที่ส่งผลต่อการลดต้นทุนของธุรกิจในระยะยาวแล้ว ยังมีข้อดีในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • การจัดการยานพาหนะหรือยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างเป็นระบบ เช่น เส้นทางเดินรถ
  • วางแผนการใช้พลังงานได้อย่างครอบคลุม  เช่น การชาร์จไฟในเวลา Off – Peak ที่มีราคาถูกกว่า
  • การติดตั้ง EV Charging Station สำหรับชาร์จไฟยานพาหนะ เช่น มีการติดตั้งเครื่องชาร์จไว้ที่คลังสินค้าขององค์กร  
  • EV Fleet Solutions มีระบบการจัดการอย่างชัดเจน ทั้งในด้าน Software และ Hardware สำหรับการจัดการ EV Fleet Management
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษายานพาหนะในระยะยาว มีเพียงแค่การตรวจสอบประสิทธิภาพของแบตเตอรี่และการทำงานของระบบไฟฟ้าเท่านั้น
  • ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า จากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า  

นอกจากนี้ การใช้โมเดล EV Fleet ยังมีประเด็นของ Carbon Credit ด้วยเช่นกัน เพราะถึงแม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะเป็นตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ แต่ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม เพราะคาร์บอนเครดิตก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Mega Trend สำหรับธุรกิจที่ดำเนินกิจการภายใต้หลักการของ ESG ซึ่งในปัจจุบันก็มีหลาย ๆ ธุรกิจที่เริ่มหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น อาทิ รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า E – Bus ของทางไทยสมายล์ หรือแม้แต่การขนส่งผลิตภัณฑ์ร้าน Boots ที่ดำเนินการร่วมกับขนส่ง DHL เป็นต้น

สรุป

จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนมาใช้โมเดลธุรกิจด้วยการ EV Fleet ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางปฏิบัติของ Green Logistics ในยุคใหม่ ที่นอกจากจะช่วยลดต้นทุนในด้านต่าง ๆ แล้ว ยังส่งผลดีต่อธุรกิจในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนในระยะยาว เช่นเดียวกันกับผู้บริโภคที่เลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของภาคประชาชนเช่นกัน

เตรียมแจ้งเกิด “แบรนด์ EV แห่งชาติ” พร้อมเปิดตัวรถใหม่ 3 ตัวถัง

ปลายปีนี้รอเลย! สำหรับการเตรียมแจ้งเกิดรถไฟฟ้าแบรนด์ไทย หรือ “แบรนด์ EV แห่งชาติ” ที่จะทำให้คนไทยเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงได้ เพราะนับตั้งแต่ที่ตลาดรถ EV ในไทยเติบโต และมีค่ายรถมาลงทุนในไทยมากขึ้น จึงทำให้รัฐบาลมองเห็นโอกาสที่จะยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ ฮับ EV ในภูมิภาค

แบรนด์รถ EV แห่งชาติ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

แบรนด์รถ EV แห่งชาติ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

แบรนด์ EV แห่งชาติ นับว่าเป็นก้าวสำคัญ ของการผลิตรถไฟฟ้าแบรนด์ไทยอย่างเป็นทางการ ที่ก่อนหน้าก็มีข่าวคราวมาให้ติดตามกันบ้างแล้ว ว่าจะเป็นการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าร่วมกันของกระทรวงพาณิชย์, ค่ายรถยนต์ CHERY, KING GEN และ สวทช. เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถ EV ในภูมิภาคอาเซียน หรือเป็น H​UB ใหญ่ในภูมิภาค

โดยการจับมือร่วมกันระหว่างภาครัฐกับค่ายรถยักษ์ใหญ่ของจีน ถือเป็นการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี EV รวมถึงการผลิตชิ้นส่วนรถในประเทศไทย ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้า EV ในราคาที่เป็นมิตรและง่ายมากขึ้น การตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย เพราะมีความเชื่อมั่นต่อแบรนด์และมาตรฐานของรถที่ผลิตในประเทศ

สำหรับการสร้างแบรนด์รถ EV ของไทย ถือว่าได้เปรียบเป็นอย่างมากในแง่ของภาษี เพราะเมื่อเป็นรถยนต์สัญชาติไทย ก็สามารถกำหนดเพดานราคาที่เหมาะสมสำหรับการจำหน่ายยานยนต์ได้ รวมถึงการกระตุ้นห่วงโซ่การผลิตในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพราะไม่ได้มีข้อดีแค่การผลิตรถในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการจ้างงานและการพัฒนาเครือข่ายและการบริการที่ครอบคลุมด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่า ในเบื้องต้นช่วงไตรมาสที่ 3 – 4 ในปี 2568 นี้ จะเป็นช่วงที่มีรายละเอียดต่าง ๆ ที่ครบถ้วนมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดตั้งบริษัท กิจการร่วมค้าหรือบริษัทร่วมทุน และพันธมิตรทุกภาคส่วน ซึ่งในส่วนของทาง Chery Automobile และ KGEN ก็ได้มีการเจรจาร่วมกันแล้ว ส่วนทางรัฐบาลไทยเรายังคงต้องจับตาดูกันต่อไป โดยเฉพาะมาตรการต่าง ๆ และกระบวนการทางกฎหมายภายในประเทศ

เตรียมแจ้งเกิด แบรนด์รถ EV ของไทย ด้วยรถ 3 ตัวถัง

พร้อมเปิดตัวรถ EV แบรนด์ไทย ด้วยรถ 3 ตัวถัง

สำหรับรถยนต์ EV แบรนด์ไทย ตามการวางแผนด้านการลงทุนนั้น จะเริ่มเดินสายการผลิตด้วยการเปิดตัวรถยนต์ 3 Segments  หรือ 3 ตัวถัง ได้แก่ รถตู้อเนกประสงค์ (MPV), รถกระบะ (Pickup) และรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) โดยรถทุกรุ่นจะใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศกว่า 50% ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่ทำให้ราคารถยนต์ EV แบรนด์ไทย มีราคาที่ถูกลงกว่ารถที่นำชิ้นส่วนจากต่างประเทศเข้ามาประกอบในไทย

โดยตัวถังของรถยนต์ EV แบรนด์ไทย นับว่าเป็นตัวถังที่ได้รับความนิยมสูงในตลาดรถยนต์บ้านเราพอสมควร โดยเฉพาะการเลือกใช้รถยนต์อเนกประสงค์ ที่มีพื้นที่สัมภาระที่กว้างขวาง เหมาะทั้งการใช้งานทั่วไปและการสัมภาระของ และที่ขาดไม่ได้คือ การผลิตตัวถังที่เป็น รถกระบะไฟฟ้า 100% ที่ก็เป็นหนึ่งในเซกเมนต์ที่ได้รับความนิยม เพราะเป็นรถยนต์ที่หลาย ๆ คนนำมาใช้ในการประกอบอาชีพและการพาณิชย์  

ภาพรวมตลาดรถ EV ในไทย และแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า

การเติบโตของตลาดรถ EV และแบรนด์รถไฟฟ้าในไทย

จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน ที่พร้อมจะผลิตรถยนต์ EV สัญชาติไทย ก็นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถ EV ในไทยพอสมควร เพราะตลาดรถในไทยยังถือว่ายังเป็นตลาดที่น่าลงทุน และมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะจากการลงทุนสร้างโรงงานและการทุ่มทุนกว่า 5,000 ล้านบาท ที่ทาง CHERY และ OMODA & JAECOO ได้วางแผลการลงทุนพร้อมสร้างโรงงานที่ จ.ระยอง บนเนื้อที่ 104 ไร่ ก็น่าจะทำให้เห็นภาพรวมของตลาดรถ EV ในไทยได้เป็นอย่างดี

และสิ่งหนึ่งที่สามารถทำให้มั่นใจได้ว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะยังเติบโต ก็คือการดูจากยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในช่วงครึ่งปีแรก 2025 (มกราคม – มิถุนายน) โดยมียอดจดทะเบียนทั้งหมด 58,590 คัน นำโดยค่ายรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำอย่าง BYD ซึ่งยอดจดทะเบียนแยกตามแบรนด์ทั้งหมด 10 อันดับแรกของปีนี้ ได้แก่

  • BYD รวม 19,677 คัน
  • MG รวม 6,437 คัน
  • GAC AION รวม 6,345 คัน
  • GWM ORA รวม 3,471 คัน
  • DEEPAL รวม 3,226 คัน
  • TESLA รวม 2,637 คัน
  • DENZA รวม 2,377 คัน
  • NETA รวม 2,191 คัน
  • CHANGAN รวม 1,515 คัน
  • GAC HYPTEC รวม 1,385 คัน

และในช่วง 7 เดือนของปีนี้ มียอดจดทะเบียนรถไฟฟ้า BEV สะสมรวมทั้งหมด 81,179 คัน เพิ่มขึ้น 35.08% (ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ) ซึ่งก็น่าจะเป็นทิศทางที่สำคัญ ที่ทำให้เห็นว่ารถยนต์ EV ในไทย ยังคงเติบโตและยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับรถยนต์นั่งที่ใช้น้ำมันในบางกลุ่ม ที่มีการลดจำนวนการผลิตลง อาทิ รถกระบะ ที่ยอดผลิตเพื่อขายในไทยลดลง 6.54% และส่งออกลดลง 8.61% ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบและความเข้มงวดของการอนุมัติสินเชื่อรถกระบะ อันเป็นผลมาจากหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวต่ำ

นอกจากนี้ ในมุมมองของการวิจัยเอง ยังมองว่าในช่วงปี 2567 – 2569 รถยนต์ไฟฟ้า รถโดยสารไฟฟ้า และรถยนต์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ที่เป็นไฟฟ้า 100% หรือกลุ่มรถ EV Fleet จะมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่แพ้กัน โดยเฉพาะรถยนต์นั่งไฟฟ้า ที่จากการคาดการณ์มองว่ามียอดจดทะเบียนเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 96,000 คัน จากยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่จำนวน 190,000 คัน/ปี (ที่มา : บทความวิจัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี)

ส่วนรถโดยสารไฟฟ้าและรถฟลีท ก็อาจมียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2,200 และ 1,200 คัน ตามลำดับ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ธุรกิจสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงการลดภาระและค่าใช้จ่ายในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่ง ที่ในปัจจุบันก็มีหลาย ๆ ธุรกิจที่หันมาใช้โมเดล EV Fleet Solutions แล้วเช่นกัน และในบางธุรกิจก็หันมาใช้รถบรรทุกไฟฟ้าแล้วในปัจจุบันนี้

การเติบโตของตลาดรถ EV และแบรนด์รถไฟฟ้าของไทย

สรุป

จะเห็นได้เลยว่า จากการเตรียมผลิตแบรนด์รถ EV สัญชาติไทย หรือ แบรนด์ EV แห่งชาติ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าเข้าสู่ Net Zero ได้ไวมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่ต้องการซื้อยานยนต์ส่วนตัวไว้ใช้งาน ด้วยราคารถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกลง ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค และที่ขาดไม่ได้คือ การให้บริการ EV Charger ในพื้นที่ต่าง ๆ เรียกว่า เป็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศไทยมีรากฐานการผลิตของรถอีวีที่แข็งแกร่งในภูมิภาคเลยก็ว่าได้

มัดรวมไฮไลต์เด็ด Motor Expo 2025 มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42

ในช่วงปลายปีที่กำลังจะมาถึงนี้ งานใหญ่สำหรับคนรักรถอย่าง Motor Expo 2025 หรือ มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 ก็เตรียมส่งไฮไลต์เด็ด ๆ พร้อมกับโปรสุดคุ้มค่าส่งท้ายปี! บอกเลยว่าปีนี้งานมหกรรมยานยนต์มาในธีม “อลังการงานแสดง” ที่มีทั้งการขนทัพรถยนต์มาใหม่ โปรออกรถ และสิทธิพิเศษมากมาย โดยงานนี้จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ที่กำลังจะถึงนี้

ไฮไลต์ Motor Expo 2025 มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42

Motor Expo 2025 กับธีมงาน “อลังการงานแสดง”

สำหรับงาน Thailand International Motor Expo 2025 หรืองาน มอเตอร์เอ็กซ์โป ครั้งที่ 42 ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ มาในธีมงานที่น่าสนใจอย่าง “อลังการงานแสดง The Magnificent Motor Expo” ที่จะนำแสง สี เสียง และนวัตกรรมมาไว้ในงานเดียว เพื่อฉลองความยิ่งใหญ่ที่งาน Motor Expo ได้จัดมาอย่างต่อเนื่องถึง 4 ทศวรรษ

และในคำว่า “อลังการงานแสดง” ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวงานเท่านั้นที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ แต่ยังหมายรวมไปถึง การใช้พื้นที่อลังการ, มีบริษัทที่เข้าร่วมอลังการ และคนที่ซื้อของในงานก็อลังการไม่แพ้กัน เพราะในปีนี้นอกจากจะมีบริษัทเข้าร่วมมากกว่างาน Motor Expo 2024 ปีที่ผ่านมาแล้ว ยังการันตีได้ว่า โปรโมชันก็อลังการและจัดเต็มยิ่งกว่าปีที่แล้วทั้งหมดตามธีมงานในปีนี้  (ที่มา FB : Thailand International Motor Expo)

ไฮไลต์งาน Motor Expo อลังการงานแสดง

มัดรวมไฮไลต์ในงาน Motor Expo 2025 ปลายปีนี้

ไฮไลต์หลัก ๆ ของงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 หรือ Motor Expo 2025 ที่กำลังจะจัดขึ้นในปลายปีนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นโปรโมชันและกิจกรรมพิเศษ ที่จะทำให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมสนุกกัน ทั้งการแจกรถภายในงาน ส่วนลดพิเศษสำหรับผู้ที่จองรถ และอื่น ๆ อีกมากมาย

Motor Expo 2025 แจกรถยนต์และบิ๊กไบค์

1. Motor Expo 2025 แจกใหญ่รถยนต์ 3 คัน!

ในปีนี้ทาง IMC สื่อสากล ที่เป็นผู้จัดงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 ก็ได้เปิดรายละเอียดมาแล้วว่า งาน Motor Expo 2025 ปีนี้ จะมีการแจกรถยนต์ทั้งหมด 3 คัน โดยเป็นการมอบโชคคืนกำไรให้กับผู้ชมงาน ดังนี้

  • ผู้ชมหรือผู้ที่เข้าร่วมงาน ที่จองหรือซื้อรถยนต์ในงาน Motor Expo 2025 จะได้รับสิทธิ์ชิงโชคในกิจกรรม “ซื้อรถ…ชิงรถ” โดยมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลรถยนต์ AVATR 11 รุ่น Standard Range รถยนต์ SUV ไฟฟ้าพรีเมียม มูลค่า 2,099,000 บาท
  • ผู้ที่ซื้อบัตรเข้าชมงานมูลค่า 100 บาท จะได้สิทธิ์ชิงโชคในรายการ “ซื้อบัตร…ชิงรถ” โดยได้ลุ้นรับรางวัล Mitsubishi Xforce รุ่น Ultimate มูลค่า 1,059,000 บาท
  • ผู้ชมที่ดาวน์โหลด Motor Expo Application พร้อมลงทะเบียนและกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน พร้อมกับรับชมงานผ่านทางแอปฯ จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลรถยนต์ไฟฟ้า Wuling Binguo รุ่น DC Icon มูลค่า 429,000 บาท

2. ลุ้นรับรถบิ๊กไบค์ 1 คัน เมื่อซื้อรถมอเตอร์ไซค์ในงาน

สาวกคนรักรถมอเตอร์ไซค์ ที่เข้าร่วมงานและซื้อมอเตอร์ไซค์ภายในงาน Motor Expo ก็จะได้รับสิทธิ์ชิงโชคในแคมเปญ “ซื้อรถมอเตอร์ไซค์…ชิงบิ๊กไบค์” โดยจะได้รับเป็นรถจักรยานยนต์รุ่น Suzuki รุ่น GGX – 8R มูลค่า 419,000 บาท

3. เปิดตัวรถยนต์ใหม่ พร้อมนวัตกรรมที่น่าสนใจเพียบ!

อีกหนึ่งไฮไลต์หลัก ๆ ของงาน Motor Expo 2025 นี้ ก็คือการเปิดตัวรถใหม่ภายในงาน ทั้งรถยนต์ทั่วไปและรถยนต์ไฟฟ้า ที่ในปีนี้ก็น่าจะมีรถรุ่นใหม่ ๆ เปิดตัวพร้อมเตรียมตัวบุกตลาดรถยนต์ในไทยกันหลายรุ่น โดยรถยนต์ EV ที่น่าจะเปิดตัวในปลายปีนี้ ก็มีหลายรุ่นที่มีข่าวคราวมาให้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง จัดเต็มทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์สันดาปจากแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งผู้ที่สนใจรถสามารถมาทดลองนั่ง ทดลองขับ และสัมผัสคันจริงได้ภายในงาน โดยที่มีทีมงานและเจ้าหน้าที่มืออาชีพคอยให้บริการแบบจัดเต็ม  

โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่มีโอกาสจะเปิดตัวในงาน ก็มีทั้ง BYD Dolphin, BYD Atto 3 Minorchange, Isuzu D-Max EV, Denza Z9 GT และ Mazda EZ – 6 ส่วนค่ายรถที่เข้าร่วมงานก็ขนทัพมาครบ ทั้งค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota, Honda, Mazda, Mitsubishi, Ford, Nissan, Volvo และยังมีแบรนด์รถไฟฟ้ายอดฮิตอีกเพียบ Volt, Tesla, Omoda & Jaecoo, Wiling, Aion และ Xpeng

รายละเอียดและสถานที่จัดงาน Motor Expo 2025

รายละเอียดและสถานที่จัดงาน Motor Expo 2025

สำหรับงาน Motor Expo 2025 จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 โดยในรอบสื่อจะจะขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 – 22.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็คเมืองทองธานี สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถซื้อบัตรเข้างานได้ ในราคาเพียง 100 บาทเท่านั้น โดยจำหน่ายผ่านทางเว็บไซต์ www.motorexpo.co.th และที่หน้างาน

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารยานยนต์ หรือรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Real Time อย่าลืมติดตามข่าวสารจากทาง Plughaus Thailand บอกเลยว่า เราพร้อมเสิร์ฟทุกข่าวสารที่สดใหม่ พร้อมอัปเดตข่าวเด็ดในวงการรถยนต์ EV ให้แบบไม่มีกั๊ก เพื่อเอาใจสาย Go Green โดยเฉพาะ

แท่งดับเพลิง MAUS Stixx Pro ตัวช่วยเซฟตี้สำหรับ EV Charger

ปัญหาและความกังวลจากการติดตั้ง EV Charger หรือเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ที่ผู้ใช้รถกังวลมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นอัคคีภัย เพราะถึงแม้ว่าจะติดตั้งตามมาตรฐานแล้ว แต่ก็ยังต้องระวังการใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือนเช่นเดิม โดยในปัจจุบันนี้ก็มีอุปกรณ์ที่ช่วยลดปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรได้เช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ MAUS Stixx Pro หรือแท่งดับเพลิงอัตโนมัติ ที่นอกจากจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าได้แล้ว ยังเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งง่าย ทำงานได้ไว และได้รับความนิยมในตอนนี้

แท่งดับเพลิงอัตโนมัติ MAUS Stixx Pro

รู้จักแท่งดับเพลิงอัตโนมัติ MAUS Stixx Pro จากสวีเดน

MAUS Stixx Pro หรือแท่งดับเพลิงอัตโนมัติจากสวีเดน ถูกออกแบบมาให้ช่วยลดปัญหาอัคคีภัยจากต้นตอโดยตรง เพื่อลดโอกาสการลุกลามของไฟเมื่อเกิดเพลิงไหม้ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งหลักการในการทำงาน ตัวแท่งดับเพลิงจะทำการปล่อยสาร Potassium Mix หรือสารโพแทสเซียมผสมออกมา หลังจากที่ตรวจจับได้ว่าอุณหภูมิในขณะนั้นสูงกว่า 180 องศาเซลเซียส ใช้งานได้ในพื้นที่ 0.1 ลูกบาศก์เมตร (m³) โดยสารที่ใช้ดับเพลิงนอกจากจะปล่อยออกมาได้แบบอัตโนมัติแล้ว ยังเป็นสารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ

นอกจากนี้ แท่งดับเพลิงอัตโนมัติของ MAUS Stixx Pro ยังสามารถทำงานได้ในทุกสภาพอากาศ ป้องกันน้ำได้ 100% หมดกังวลว่าหากติดตั้งไว้แล้วเจออุทกภัยหรือน้ำท่วม แท่งดับเพลิงจะไม่ทำงาน เพราะการทำงานของแท่งดับเพลิงอัตโนมัติ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการเกิดเพลิงไหม้เท่านั้น เพราะจะยึดตามอุณหภูมิที่สูงถึง 180 องศาเซลเซียส นั่นหมายความว่า หากพื้นที่ที่ติดตั้งมีอุณหภูมิสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวแท่งดับเพลิงก็จะทำการปล่อยสาร Potassium Mix ออกมาทันที ถึงแม้ว่าจะยังไม่เกิดประกายไฟ

แท่งดับเพลิง MAUS Stixx Pro มาตรฐาน NFPA

และที่สำคัญคือ แท่งดับเพลิงอัจฉริยะ MAUS Stixx Pro ยังได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยหลายรางวัล หนึ่งในนั้นคือ NFPA (National Fire Protection Association) ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำของโลก ที่สนับสนุนกิจกรรมด้านการป้องกันอัคคีภัย โดยในปัจจุบันมี NFPA Member กว่า 75,000 ราย และมีองค์กรการค้าระดับนานาชาติเป็นสมาชิกกว่า 80 องค์กร จึงสามารถมั่นใจได้อย่างแน่นอนว่า แท่งดับเพลิงอัตโนมัติจะช่วยลดความเสียหายจากอัคคีภัยได้จริง และเป็นการป้องกันเหตุไฟไหม้จากต้นตอ

สำหรับอายุการใช้งานของแท่งดับเพลิงหลังการติดตั้ง MAUS Stixx Pro สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 5 ปี และตัวอุปกรณ์สามารถติดตั้งได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องใช้ช่างไฟฟ้าหรือช่างผู้เชี่ยวชาญดำเนินการติดตั้งให้ ก็สามารถใช้งานแท่งดับเพลิงได้ เพียงแค่ลอกสติกเกอร์ออกแล้วติดไว้ที่ตู้เมนเบรกเกอร์ หรือตู้ไฟภายในบ้าน เพียงเท่านี้ก็สามารถติดตั้ง MAUS Stixx Pro ได้แล้ว

แน่นอนว่า ตัวแท่งดับเพลิง MAUS Stixx Pro นี้ มีขนาดที่เล็กมาก ๆ ด้วยความยาวเพียงแค่ 9.8 ซม. และความกว้างอยู่ที่ 1.8 ซม. สูง 1 ซม. ส่วนน้ำหนักก็ถือว่าเบามาก ๆ เพราะมีน้ำหนักเพียงแค่ 26 กรัม เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักของตู้เมนเบรกเกอร์ หรือพื้นที่ที่ใช้สำหรับติดตั้งแท่งดับเพลิงอัตโนมัติ

การติดตั้งแท่งดับเพลิง MAUS Stixx Pro

พื้นที่สำหรับติดตั้งแท่งดับเพลิง MAUS Stixx Pro

สำหรับการติดตั้งแท่งดับเพลิง MAUS Stixx Pro นั้น เหมาะสำหรับการติดตั้งในพื้นที่ปิด หรืออุปกรณ์ที่มีฝาปิด ซึ่งการติดตั้งแท่งดับเพลิงอัตโนมัติ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือวงจรไฟฟ้าแม้แต่น้อย โดยการติดตั้งสามารถเลือกติดตั้งได้ทั้งตู้เมนเบรกเกอร์ ตู้ไฟ ห้องเครื่องรถยนต์ รวมถึงตู้ชาร์จของ Home Charger ฯลฯ

ราคาแท่งดับเพลิง MAUS Stixx Pro

สำหรับราคาจำหน่ายของแท่งดับเพลิงอัตโนมัติ MAUS Stixx Pro จำหน่ายเพียงแค่ 2,900 บาท จากปกติ 3,900 บาท (เฉพาะที่ Plughaus Thailand) โดยอายุการใช้งานหลังการติดตั้งคือ 5 ปี โดยลูกค้าที่ติดตั้ง Home Charger ที่ต้องการติดตั้ง MAUS Stixx Pro ไปพร้อม ๆ กัน สามารถแจ้งความต้องการกับทาง Plughaus ได้เลย

ข้อดีของการติดตั้งแท่งดับเพลิง MAUS Stixx Pr

ข้อดีของการติดตั้ง MAUS Stixx Pro

  • หมดกังวลเรื่องอัคคีภัยหรือปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรในบ้าน ที่นำไปสู่การความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
  • เป็นแท่งดับเพลิงที่ปลอดภัย ปลอดสารพิษ เป็นมิตรต่อบ้านและสิ่งแวดล้อม
  • เหมาะสำหรับการติดตั้งในพื้นที่ปิดหลายแบบ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับบ้านและที่อยู่อาศัยได้
  • อายุการใช้งานยาวนานถึง 5 ปี ราคาเพียง 2,900 บาท เฉลี่ยตกเพียงวันละ 1.5 บาทเท่านั้น
  • ติดตั้งเองได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก เพียงลอกแผ่นสติกเกอร์ออก แล้วติดตั้งในพื้นที่ที่ต้องการเท่านั้น

ติดตั้ง EV Charger พร้อม MAUS Stixx Pro ครบ จบ ที่ Plughaus

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charger ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนก็ตาม สามารถเลือกบริการติดตั้งเครื่องชาร์จแบบครบวงจร พร้อมกับแท่งดับเพลิง MAUS Stixx Pro ได้ที่ Plughaus Thailand ในราคาแพ็กเกจสุดคุ้ม หรือหากใครที่ติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้านไปแล้ว และต้องการเพิ่มความปลอดภัยให้กับบ้านของคุณ ก็สามารถสั่งซื้อ MAUS Stixx Pro ในราคาเพียง 2,900 บาท ได้เช่นกัน พร้อมคำแนะนำการติดตั้งแบบครบ จบ ในที่เดียว