5 ประเภท ของรถยนต์ไฟฟ้า BEV, HEV, PHEV, FCEV และ EREV

ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ รถยนต์ EV (Electric Vehicle) ถือว่าเป็นยานยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงในปีนี้ ยิ่งบวกกับสถานการณ์ด้านน้ำมันและเศรษฐกิจ รวมถึงเทรนด์ Net Zero ก็ยิ่งทำให้รถยนต์ EV เติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า มาดูกันก่อนว่าประเภทของรถยนต์ไฟฟ้า มีอะไรบ้าง และแต่ละประเภททำงานอย่างไรบ้าง มีรุ่นไหนที่จำหน่ายบ้างในไทย  

ประเภทของรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 5 ประเภท

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าถ้าให้แยกประเภทในช่วงก่อนหน้า จะคุ้นชินกับรถไฟฟ้า 4 ประเภท แต่ในปัจจุบันนี้มีอีกหนึ่งประเภทที่ถูกเพิ่มเข้ามา นั่นก็คือ รถยนต์ไฟฟ้า EREV หรือ REEV เพราะฉะนั้น ในบทความนี้เราจะกล่าวถึง 5 ประเภทรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ดังนี้

รถยนต์ไฟฟ้า BEV

1. รถยนต์ไฟฟ้า BEV

รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ BEV (Battery Electric Vehicle) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีการปล่อยไอเสียเลยแม้แต่นิดเดียว และขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแบบ 100% โดยไม่มีระบบอื่นผสมอยู่ โดยพลังงานไฟฟ้าในตัวแบตเตอรี่มาจากการเสียบปลั๊กชาร์จไฟ หรือก็คือการใช้ EV Charger นั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายรุ่น อาทิ Tesla Model 3, BYD Atto 3, BYD Sealion 7, Deepal S05 หรือแม้แต่แบรนด์น้องใหม่อย่าง Zeekr 7X เป็นต้น

รถยนต์ไฟฟ้า HEV

2. รถยนต์ไฟฟ้า HEV

อีกหนึ่งรถยนต์พลังงานทางเลือกก็คือ รถยนต์ไฟฟ้าประเภทผสมหรือไฮบริด HEV (Hybrid Electric Vehicle) ซึ่งเป็นยานยนต์ลูกผสมที่มีการใช้ทั้งเครื่องยนต์ไฟฟ้าและมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่ โดยรูปแบบการทำงานคือ การผลิตกระแสไฟฟ้าจากเครื่องยนต์ โดยไม่ต้องชาร์จไฟเพื่อเก็บพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่เหมือนรถ BEV

โดยรถยนต์ไฟฟ้าประเภท HEV จะมีระบบอัตโนมัติที่คอยควบคุม ว่าจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าหรือว่าเครื่องยนต์ เรียกง่าย ๆ ว่า ทำงานร่วมกันระหว่างน้ำมันและไฟฟ้า ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้า HEV ในไทยปัจจุบันมีหลายรุ่น อาทิ Nissan Kicks e-Power, Toyota Yaris Cross, Mitsubishi Xpander HEV และ Honda City e-HEV

รถยนต์ไฟฟ้า PHEV

3. รถยนต์ไฟฟ้า PHEV

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า PHEV (Plug-in Hybrid  Electric Vehicle) เป็นรถยนต์ที่ต่อยอดมาจากรถ HEV มีลักษณะการขับเคลื่อนคล้าย ๆ กัน แต่ความต่างกันก็คือ สามารถชาร์จไฟได้ ในขณะที่ HEV จะไม่มีช่องให้เสียบชาร์จไฟ ซึ่งการทำงานของรถ PHEV ถือว่าเป็นรถ 2 ระบบที่มีทั้งการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันในตัว แต่เพิ่มเติมคือชาร์จไฟได้ (Plug-in) และข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ มีระยะการวิ่งที่ไกลมากกว่ารถยนต์ HEV ซึ่งในไทยมีจำหน่ายหลายรุ่นเช่นกัน อาทิ BYD Sealion 6 DM-I (PHEV), Haval H6 PHEV, Volvo XC40 และ MG HS PHEV เป็นต้น

รถยนต์ไฟฟ้า FCEV

4. รถยนต์ไฟฟ้า FCEV

ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าประเภท FCEV (Fuel Cell Electric Vehicle) เป็นยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้พลังงานมาจากเซลล์เชื้อเพลิง โดยหลักการทำงานคือ เติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนจากภายนอกเข้ามา จึงทำให้มีความจุพลังงานที่มากกว่าแบตเตอรี่ ซึ่งในปัจจุบันรถยนต์กลุ่มนี้ถือว่ายังมีตัวเลือกไม่ค่อยมากนักในตลาดรถ EV ในไทย เพราะมีข้อจำกัดด้านสถานีเชื้อเพลิงไฮโดรเจน คล้าย ๆ กับปัญหาของรถยนต์ BEV ในอดีต ที่ยังมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ซึ่งรถในกลุ่มนี้ที่มีจำหน่ายในต่างประเทศก็มีทั้ง Toyota Mirai, Hyundai Nexo และ Honda Clarity Fuel Cell  

รถยนต์ไฟฟ้า EREV หรือ REEV

5. รถยนต์ไฟฟ้า EREV หรือ REEV

อีกหนี่งรถยนต์ไฟฟ้าที่มาแรงในตอนนี้ก็คือ รถยนต์ไฟฟ้า ERVE หรือ REEV (Extended-Range Electric Vehicle) ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แต่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ที่คอยทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าและชาร์จแบตเตอรี่ไปด้วย โดยความพิเศษของรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่มนี้คือ เพิ่มระยะทางในการขับขี่ได้ไกลมากขึ้น

อย่างเช่น Deepal S05 EREV ที่วิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 1,234 กม. เมื่อใช้พลังงานไฟฟ้าและเติมน้ำมัน เพราะฉะนั้น รถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มนี้ จึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในปีนี้ เพราะช่วยลดความกังวลเรื่องระยะทางในการขับขี่ และปัญหาในการหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ต่างจังหวัด

สรุป

สำหรับประเภทของรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 5 ประเภท ไม่ว่าจะเป็น BEV, HEV, PHEV, FCEV และ REEV ก็ถือว่าเป็นยานยนต์ที่ถูกพัฒนาและออกแบบมาเพื่อลดปัญหาการปล่อยมลพิษไม่แพ้กัน เพียงแต่มีหลักการในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเลือกรถในกลุ่มไหนก็ตาม ผู้ใช้รถยนต์ต้องเลือกรถยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะกับการใช้งานของตนเอง เช่น หากมีบ้านอยู่แล้ว และใช้รถสำหรับเดินทางไป-กลับ ที่ทำงานเท่านั้น ก็สามารถเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า BEV ได้ พร้อมติดตั้ง Home Charger ที่บ้านแทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟนอกบ้าน เป็นต้น

เจาะสเปก เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 2026 ที่คนใช้รถ EV แนะนำ!

ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เชื่อว่าหลายคนก็น่าจะกำลังมองหา EV Charger หรือ เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้านมาไว้ใช้งานกันอยู่ไม่มากก็น้อย ซึ่งทาง PlugHaus Thailand ก็ไม่รอช้า ที่จะมาแนะนำ เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ปี 2026 ให้ดูกัน โดยรวมไว้ให้ครบทุกรุ่นที่มาแรง เจาะลึกทั้งสเปกและราคา EV Charger พร้อมบริการติดตั้งแบบครบวงจร มาดูกันว่าเครื่องชาร์จรถยนต์ EV ปีนี้ มีรุ่นไหนบ้างที่น่าสนใจ

รีวิวเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 2026 x Obsidian 7 kW By ABB

1. เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า Obsidian รุ่น 7 kW By ABB

สำหรับเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า Obsidian EV Charger รุ่น 7 kW (1P) By ABB เป็นเครื่องชาร์จประเภท Wallbox ที่ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์กับบ้านที่ใช้ระบบไฟฟ้า 1 เฟส โดยที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบครัน โดยเฉพาะการนำเอาเทคโนโลยีจากทาง ABB มาใช้ในการใช้งาน ทั้งการเชื่อมต่อและการใช้งานผ่านแอปฯ  

สเปกพื้นฐาน  

  • ความยาวสาย 5 เมตร
  • รองรับการเชื่อมต่อทั้งผ่าน Bluetooth และ Wi-Fi
  • สามารถใช้งานผ่านการ์ด RFID ได้ถึง 2 การ์ด
  • ควบคุมการใช้งานง่ายผ่านทาง ChargerSync Application
  • มาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น IP55
  • มาตรฐานการป้องกันการกระแทก IK10

ราคาจำหน่าย

  • ราคารวมค่าติดตั้ง 39,000 บาท
  • ราคารวมค่าติดตั้ง และระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 (พื้นฐาน) 48,900 บาท
รีวิวเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 2026 x Delta รุ่น AC Max

2. เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า Delta รุ่น AC Max  

ใครที่ต้องการเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้างบประหยัด แต่ใช้งานได้อย่างครบครันไม่แพ้กัน ก็ต้องเลือก Delta รุ่น AC Max ที่มีให้เลือกทั้งรุ่น 7.4 kW (1P) และ 22 kW (1P) โดยมาพร้อมกับดีไซน์ที่เรียบแต่ทันสมัย เน้นการใช้งานง่าย รองรับหัวชาร์จประเภทต่าง ๆ ทั่วโลก

สเปกพื้นฐาน  

  • ความยาวสายไฟ 5 เมตร
  • มีให้เลือกทั้งรุ่น 7 kW และ 22 kW
  • ใช้ได้ทั้งระบบไฟฟ้า 1 เฟส และ 3 เฟส
  • มาพร้อมมาตรฐานหัวชาร์จ Type 2 ใช้กับรถ EV ได้เกือบทุกรุ่นในไทย
  • ใช้งานได้ทั้งบ้านและออฟฟิศ ที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถ EV
  • มาตรฐานการกันน้ำระดับ IP55
  • มาตรฐานการป้องกันการกระแทก IK10
  • มีมาตรฐาน ISO15118
  • มีมาตรฐาน Open Charge Point Protocol (OCPP) รองรับ
  • รองรับการใช้งานด้วย RFID

ราคาจำหน่าย

  • ราคารวมค่าติดตั้งในรุ่น 7 kW 37,000 บาท และในรุ่น 22 kW ราคา 40,000 บาท
  • ราคารวมค่าติดตั้ง และระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 (พื้นฐาน) รุ่น 7 kW ราคา 46,900 บาท และรุ่น 22 kW ราคา 53,900 บาท
รีวิวเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 2026 x Autel Maxi รุ่น AC Lite 7.4 kW

3. เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า Autel Maxi รุ่น AC Lite 7.4 kW

อีกหนึ่งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าใช้ ที่มาพร้อมกำลังไฟฟ้า 7.4 kW ก็คือ Autel Maxi AC Lite ซึ่งเป็นเครื่องชาร์จประเภท Wallbox ที่รองรับการใช้งานผ่าน RFID โดยเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของ Autel ถือว่าเป็นหนึ่งใน EV Charger ที่มีวางจำหน่ายมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก มีมาตรฐาน CE รองรับ พร้อมกับการการันตีคุณภาพมากกว่า 100 รางวัล และยังมี AI อัจฉริยะ ที่ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่รถ EV ได้ด้วย

สเปกพื้นฐาน  

  • ความยาวสายไฟ 5 เมตร
  • รองรับการใช้งานกับรถที่ใช้หัวชาร์จประเภท Type 2 ได้ทุกรุ่น
  • มีระบบ AUTEL Charge Cloud ที่ช่วยตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการใช้งาน
  • รองรับการใช้งานผ่าน RFID Card และ QR Code
  • สามารถตั้งเวลาการชาร์จล่วงผ่านได้แบบ Real Time
  • เก็บสถิติการชาร์จและคำนวณค่าไฟได้
  • มาพร้อมกับการแจ้งเตือนเมื่อการชาร์จเสร็จสิ้น หรือแบตเตอรี่เต็มแล้ว
  • มีมาตรฐานการกันน้ำและฝุ่น IP65
  • มีมาตรฐานการป้องกันการกระแทก IK10

ราคาจำหน่าย

  • ราคารวมค่าติดตั้ง 39,000 บาท
  • ราคารวมค่าติดตั้ง และระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 (พื้นฐาน) 48,900 บาท
รีวิวเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 2026 x Tesla Home Charging

4. เครื่องชาร์จรถ Tesla Home Charging

สำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเทสล่าสามารถเลือกติดตั้งเครื่องชาร์จ Tesla Home Charging ของทางแบรนด์ได้โดยตรง โดยเครื่องชาร์จ Tesla ถูกออกแบบมาให้มีความหรูหรา พรีเมียม และทันสมัยตามสไตล์ของทางแบรนด์ ทั้งยังสามารถ Custom หน้ากากได้ตามไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน ทำให้ได้ Wallbox ที่ไม่ซ้ำใคร ส่วนฟีเจอร์ในการใช้งานก็ถือว่าครบครันไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมต่อ Wi – Fi และการใช้งานผ่านทาง Application

สเปกพื้นฐาน  

  • ส่งออกกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 11 kW
  • สามารถชาร์จไฟที่ให้ระยะทางวิ่งได้สูงสุด 65 กม. ต่อการชาร์จ 1 ชม.
  • ใช้งานร่วมกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่น ๆ ที่ใช้หัวชาร์จประเภทเดียวกันได้
  • รองรับการควบคุมการใช้งานผ่านทางแอปฯ Tesla One
  • ใช้ได้ทั้งระบบไฟฟ้า 1 เฟส และ 3 เฟส
  • สามารถใช้ร่วมกับการชาร์จรถ EV ด้วย Solar Cell ได้

ราคาจำหน่าย

  • ค่าบริการติดตั้งระบบไฟฟ้า 1 เฟส เริ่มต้นที่ 49,990 บาท
  • ค่าบริการติดตั้งพร้อมระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 เริ่มต้นที่ 51,990 บาท

หมายเหตุ: เป็นราคาค่าบริการติดตั้ง Tesla Home Charging จากทาง PlugHaus Thailand โดยอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามรูปแบบการติดตั้งและการวางระบบไฟฟ้า  

รีวิวเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 2026 x Teison รุ่น Smart Mini)

5. เครื่องชาร์จ Teison รุ่น Smart Mini

อีกหนึ่งเครื่องชาร์จประเภท EV Wall Charger ที่น่าใช้งานในงบสุดประหยัด ก็ต้องยกให้กับ Teison Smart Mini ที่ถูกออกแบบมาให้ชาร์จรถ EV ได้ง่าย ๆ ด้วยฟีเจอร์การใช้งานแบบ Plug and Charge ก็สามารถชาร์จไฟได้ทันที ทั้งยังมีดีไซน์ที่เรียบง่าย ทันสมัย มีความมินิมอลในตัว เป็นเครื่องชาร์จที่ติดตั้งง่าย เหมาะกับทุกพื้นที่ในการใช้งาน และยังมีมาตรฐานที่ครบครัน อาทิ การป้องกันน้ำและฝุ่น

สเปกพื้นฐาน  

  • ความยาวสายชาร์จสูงสุด 7 เมตร
  • ให้กำลังไฟสูงสุดอยู่ที่ 7.4 kW
  • แค่เสียบปลั๊กก็เริ่มชาร์จไฟรถ EV ได้ทันที
  • มีมาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น IP65
  • มีไฟแสดงสถานะในการใช้งาน

ราคาจำหน่าย

  • ราคาเครื่องชาร์จ 17,900 บาท
  • ราคาเครื่องชาร์จพร้อมบริการติดตั้ง เริ่มต้นที่ 29,900 บาท

หมายเหตุ: อาจมีการเปลี่ยนแปลงราคาเครื่องชาร์จ พร้อมบริการติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ

ติดตั้งเครื่องชาร์จรถ EV ที่บ้านแบบครบวงจรกับ PlugHaus

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน หรือ Home Charger ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนก็ตาม สามารถเลือกใช้บริการติดตั้ง EV Charger แบบครบวงจรกับทาง PlugHaus Thailand ได้แล้ววันนื้ ด้วยอัตราค่าบริการติดตั้งที่ครบ จบ ในที่เดียว จะเป็นบ้านที่ใช้ระบบไฟฟ้า 1 เฟส หรือต้องการติดตั้งพร้อมวงจรที่ 2 ก็สามารถติดตั้งได้ ด้วยการให้บริการจากทีมงานที่มากประสบการณ์ และมีใบรับรองโดยเฉพาะ พร้อมการันตีความปลอดภัย ด้วยมาตรฐานการติดตั้งจาก กฟน. และ กฟผ.

ติดตั้ง “โซล่าเซลล์” สำหรับ Home Charger ชาร์จรถ EV คุ้มค่าหรือไม่?

ก่อนติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน หลายครัวเรือนก็คงมองหาช่องทางการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าด้วยเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันก็มีหลายแนวทาง หนึ่งในนั้นคือ การติดตั้งโซล่าเซลล์ (Solar Cell) เพื่อชาร์จรถ EV แต่ก็ยังมีความลังเลว่า การติดตั้งโซล่าเซลล์สำหรับ Home Charger จะทำให้ประหยัดได้จริงไหม ลดค่าใช้จ่ายได้มากน้อยเพียงใด แล้วจะคุ้มค่าแค่ไหนในระยะยาว?

การติดโซล่าเซลล์ชาร์จรถไฟฟ้า EV คืออะไร?

การติดโซล่าเซลล์ชาร์จรถไฟฟ้า คืออะไร?

การติดตั้งโซล่าเซลล์ (Solar Cell) เพื่อรองรับ Home Charger สำหรับการชาร์จรถ EV คือการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ที่บ้านและติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไว้ใช้งาน โดยมีความคล้ายคลึงกันกับการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ ภายในบ้าน แต่ด้วยข้อจำกัดของเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charger จึงต้องมีการวางระบบไฟฟ้าให้พร้อมต่อการใช้งาน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้า Overload และเสี่ยงต่อการชำรุดเสียหาย

ข้อดี - ข้อจำกัด ของการติดโซล่าเซลล์ชาร์จรถ EV

ข้อดี – ข้อจำกัด ของการติดตั้งโซล่าเซลล์ สำหรับ Home Charger

ข้อดีของการติดตั้ง Solar Cell

  • ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพราะมีพลังงานจากแสงอาทิตย์   
  • ชาร์จไฟรถ EV ได้อย่างไร้กังวล เพราะไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
  • สะดวกสบายในการใช้งาน สามารถเลือกติดตั้งได้ตามความเหมาะสมกับตัวบ้าน
  • เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้พลังงานสะอาดและรักษ์โลก
  • เป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีวันหมด มีความยั่งยืนมากกว่า
  • หากติดตั้งบนหลังคาบ้านจะทำให้บ้านเย็นลง เพราะเหมือนมีการติดตั้งหลังคาอีกชั้น
  • การบำรุงรักษาง่าย ไม่ยุ่งยาก และมีอายุการใช้งานที่ยืนยาว
  • ระบบไฟฟ้าที่ติด Solar Cell ถูกออกแบบมาให้ติดตั้งง่าย ไม่ต้องเดินสายไฟใหม่
  • สามารถติดตั้ง Solar Cell ร่วมกับการใช้มิเตอร์ TOU ได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น

ข้อจำกัดของการติดตั้ง Solar Cell  

  • ราคาของระบบโซล่าเซลล์ค่อนข้างสูง ต้องเลือกให้เหมาะกับตัวบ้านและการใช้งาน
  • ต้องมีพื้นที่สำหรับติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ เช่น หากติดบนหลังคาก็ต้องรองรับน้ำหนักได้
  • ช่วงเวลาฝนตก ฟ้าครึ้ม ที่ทำให้ไม่มีแสงอาทิตย์ อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงได้
  • ไม่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา เพราะต้องใช้แสงแดดจากดวงอาทิตย์ชาร์จพลังงานไฟฟ้า  
  • บางพื้นที่อาจได้รับแสงแดดน้อยกว่าพื้นที่อื่น ๆ อาจทำให้ไม่สามารถใช้พลังงานจาก Solar Cell ได้ตลอด 24 ชม.
  • ต้องมีการบำรุงรักษาโซล่าเซลล์อยู่เสมอ อย่างน้อยต้องเช็ดทำความสะอาดทุก 6 เดือน
  • ต้องระมัดระวังการทำความสะอาด ห้ามใช้ของมีคมหรือน้ำยาที่มีฤทธิ์รุนแรอย่างเด็ดขาด
การเตรียมตัวก่อนติดตั้งโซล่าเซลล์ชาร์จรถ EV ที่บ้าน

การเตรียมตัวก่อนติดตั้งโซล่าเซลล์ชาร์จรถ EV ที่บ้าน

ก่อนการติดตั้งโซล่าเซลล์เพื่อรองรับการติดตั้ง Home Charger หรือเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน ต้องสำรวจความพร้อมของระบบไฟฟ้าที่บ้านอย่างละเอียด ดังนี้

1. ขนาดมิเตอร์ที่บ้าน

การเลือกใช้มิเตอร์ไฟฟ้าที่บ้าน โดยปกติแล้วหากเป็นบ้านที่สร้างมานาน มักใช้แบบ Single – Phase 5(15)A หรือ Single – Phase 15(45)A แต่ตามมาตรฐานการติดตั้ง Home Charger ทางการไฟฟ้าจะนิยมให้ใช้มิเตอร์ Single – Phase 30(100)A หรือ 3 – Phase 15(45)A มากกว่า และการติดตั้งโซล่าเซลล์ควรใช้มิเตอร์ที่มีขนาด 30 แอมป์ขึ้นไป เพื่อป้องกันการใช้ไฟฟ้าเกินหรือการ Overload

2. การใช้สายเมนและ Circuit Breaker

การติดตั้ง Solar Cell ควรเลือกใช้สายเมนที่มีขนาด 25 ตารางเมตร ส่วนตัว Circuit Breaker ต้องมีขนาด 100 แอมป์ และทั้ง 2 อุปกรณ์นี้ ต้องทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามมาตรฐานเท่านั้น

3. ตู้ไฟฟ้าภายในบ้าน

อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญมาก ๆ ของการติดตั้งโซล่าเซลล์ก็คือ ตู้ไฟฟ้าในบ้าน หรือ ตู้ MDB ที่ใช้ในตอนนี้ ว่าสามารถเพิ่ม Circuit ได้อีกสักช่องหรือไม่ เพราะการชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ EV จะต้องแยกออกมาต่างหาก เพราะฉะนั้น หากตู้ไฟฟ้าไม่เพียงพอก็ต้องเพิ่มตู้เพื่อรองรับการใช้เครื่องชาร์จรถไฟฟ้า

4. เครื่องตัดไฟรั่ว RCD

สำหรับอุปกรณ์ตัดไฟรั่วถือว่าสำคัญไม่แพ้กันในการวางระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เพราะจะทำหน้าที่ตัดไฟหากพบว่าไฟฟ้ารั่ว และการติดตั้ง RCD ก็ต้องมีการติดตั้งสายดินร่วมด้วยเช่นกัน

5. แท่งดับเพลิงในตู้เมนเบรกเกอร์

หากมีการติดตั้งโซล่าเซลล์หรือการติดตั้ง EV Charger สิ่งที่จะช่วยให้การใช้งานไฟฟ้าภายในบ้านปลอดภัยมากขึ้น ก็คือการมีอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยอย่างแท่งดับเพลิงอัตโนมัติ ซึ่งในปัจจุบันแบรนด์ที่ได้รับความนิยมก็คือ MAUS Stixx Pro เพราะสามารถติดตั้งได้ทั้งกับตู้เมนเบรกเกอร์ ตู้ไฟ และตู้ชาร์จรถ EV โดยแท่งดับไฟจะทำปล่อยสาร Potassium Mix เมื่อตรวจจับได้ว่าอุณหภูมิในขณะนั้นสูงมากกว่า 180 องศาเซลเซียส ลดความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัยได้

การติดตั้งโซล่าเซลล์ ชาร์จรถ EV ที่บ้าน

ระหว่างติดตั้ง Solar Cell กับ EV Charger ควรเริ่มอะไรก่อน?

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้ง Solar Cell และ EV Charger และยังลังเลว่าควรเลือกติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ก่อน หรือว่าควรติดตั้ง EV Charger ก่อน จริง ๆ แล้วไม่ได้มีข้อกำหนดตายตัว ว่าควรทำอะไรก่อนหลัง เพราะส่วนสำคัญคือการวางระบบไฟฟ้า และการเลือกใช้มิเตอร์ไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้ไฟภายในบ้าน และควรติดตั้งโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานในระยะยาว

ติดตั้งโซล่าเซลล์พร้อม Home Charger เลือก PlugHaus

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้ง Home Charger ร่วมกับการใช้งานโซล่าเซลล์ หรือวางระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 สามารถติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากับทาง PlugHaus Thailand ได้แล้ววันนี้ โดยในปัจจุบันเรามีเครื่องชาร์จให้เลือกหลากหลายรุ่น อาทิ Obsidian EV Charger 7 kW By ABB, Autel Maxi AC Lite 7.4 kW และ Delta AC Max ที่มีให้เลือกทั้งขนาด 7.4 kW และ 22 kW  

เปิดลิสต์รถไฟฟ้า ZEEKR ที่น่าใช้ พร้อมลุยตลาดรถ EV ปี 2026

รีวิวรถยนต์ไฟฟ้าจากค่าย Zeekr Thailand ปี 2026 ที่วางจำหน่ายพร้อมทำตลาดในประเทศไทยทุกรุ่น พร้อมสเปกฉบับมัดรวม รุ่นไหนจะน่าใช้บ้าง ทาง Plughaus Thailand ได้สรุปทุกข้อมูล พร้อมกับรีวิวฉบับเข้าใจง่ายมาให้ดูแล้ว มาดูกันว่ารถยนต์ไฟฟ้า Zeekr 2026 ปีนี้ มีรุ่นไหนบ้างที่น่าสนใจ พร้อมราคาจำหน่ายในไทยปีนี้ หลังปรับอัตราภาษีสรรพสามิต

รถยนต์ไฟฟ้า Zeekr 2026 ที่น่าใช้ พร้อมราคาจำหน่าย!

รีวิว ZEEKR 7X 2026 และราคาจำหน่าย

1. ZEEKR 7X

สำหรับ Zeekr 7X เป็นรถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ ที่มาพร้อมกับมิติตัวถัง 4,787 x 1,930 x 1,650 มม. โดยมีความยาวฐานล้อ 2,900 มม. โดดเด่นด้วยแพลตฟอร์ม SEA (Sustainable Experience Architecture) พร้อมโครงสร้างตัวรถแบบ Dome – Shaped และโครงสร้างตัวถังหลังแบบ Single Piece Die – Cast

นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์การใช้งานที่ครบครัน อาทิ เรดาร์ Long Range Millimeter Wave Radar, หลังคากระจก Panoramic Glass Roof ขนาด 1.84 ตารางเมตร พร้อมผ้าหลังคาแบบ UltraSuede Sofe NAPPA, หน้าจอชุดมาตรวัด HD Cluster Screen, หน้าจอกลางพร้อมระบบสัมผัสความละเอียด 3.5K ขนาด 16 นิ้ว และยังมีชิปประมวลผล Qualcomm SnapDragon 8295 และชุดเครื่องเสียงสุดพรีเมียมของ Zeekr Sound  

รีวิว ZEEKR 7X 2026 และราคาจำหน่าย

ขุมพลังขับเคลื่อน

  • Zeekr 7X Standard RWD มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous ให้พละกำลังสูงสุด 416 แรงม้า ใช้แบตเตอรี่ Lithium – ion (Qilin Battery – NMC) 800V ความจุ 75 kWh วิ่งได้สูงสุด 566 กม. (NEDC)
  • Zeekr 7X Long Range RWD มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous ให้พละกำลังสูงสุด 416 แรงม้า และใช้แบตเตอรี่ Lithium – ion (Qilin Battery – NMC) 800V ความจุ 100 kWh วิ่งได้สูงสุด 730 กม. (NEDC)
  • Zeekr 7X Performance AWD ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous 2 ตัว ให้พละกำลังสูงสุด 673 แรงม้า แบตเตอรี่ Lithium – ion (Qilin Battery – NMC) 800V ความจุ 100 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 635 กม. (NEDC)

ราคาจำหน่าย

  • Zeekr 7X Standard RWD ราคา 1,399,000 บาท
  • Zeekr 7X Long Range RWD ราคา 1,599,000 บาท
  • Zeekr 7X Performance AWD ราคา 1,799,000 บาท
รีวิว ZEEKR 009 2026 และราคาจำหน่าย

2. ZEEKR 009

Zeekr 009 เป็นรถตู้ไฟฟ้า MPV ที่เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกันยายน 2025 ที่ผ่านมา และกำลังลุยตลาดรถตู้สุดหรูในไทยในปีนี้ พร้อมกับเปิดรุ่นย่อยใหม่ Standard ที่สามารถวิ่งได้ไกลสูงขึ้นถึง 712 กม. (NEDC) โดย Zeekr 009 ที่จำหน่ายในไทยขณะนี้ เป็นรุ่นที่นำเข้า CBU จากทางจีน โดยมีมิติตัวถัง 5,207 x 2,024 x 1,856 มม. และมีระยะฐานล้ออยู่ที่ 3,205 มม.  

โดยตัวรถตู้ไฟฟ้า Zeekr 009 ก็ถือว่ามีฟังก์ชันการใช้งานที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การใช้เรดาร์ Ultra – Long 250M Wave Redar, ชิปประมวลผล Qualcomm 8295 Chips, หน้าจอกลางมาพร้อมระบบสัมผัสขนาด 15 นิ้ว ความละเอียด 2.5K, ส่วนหน้าจอเพดานใช้แบบ OLED ขนาด 17 นิ้ว ความละเอียด 3K 90Hz ทั้งยังมีระบบสั่งงานด้วยเสียง AI – Meta EVA Voice Assistant ให้ใช้งานด้วยเช่นกัน

รีวิว ZEEKR 009 2026 และราคาจำหน่าย

ขุมพลังและมอเตอร์ไฟฟ้า

  • รุ่น Standard ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว ให้พละกำลังสูงสุดที่ 340 แรงม้า ใช้แบตเตอรี่ Cell – to – Pack หรือ CTP 2.0 CATL Battery 400V ขนาด 116 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 712 กม. (NEDC) และ 604 กม. (WLTP)
  • ส่วนในรุ่น Premium และ Flagship เป็นรุ่นที่ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ 2 ตัว พละกำลังสูงสุดที่ 612 แรงม้า ใช้แบตเตอรี่ Cell – to – Pack หรือ CTP 2.0 CATL Battery 400V ขนาด 116kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 686 กม. (NEDC) และ 582 กม. (WLTP)

ราคาจำหน่าย

  • Zeekr 009 รุ่น Standard 2WD 7 ที่นั่ง (ใหม่) ราคา 2,399,000 บาท 
  • Zeekr 009 รุ่น Premium Dual Motors AWD 7 ที่นั่ง ราคา 3,099,000 บาท
  • Zeekr 009 รุ่น Flagship Dual Motors AWD 6 ที่นั่ง ราคา 3,159,000 บาท
รีวิว ZEEKR X 2026 และราคาจำหน่าย

3. ZEEKR X

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า Zeekr X เป็นรถอเนกประสงค์ Crossover ประเภท B – SUV ขนาดเล็ก ที่เน้นการใช้งานในเมือง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งลูกเล่นที่น่าสนใจหลายอย่างของทางค่าย Zeekr โดยเฉพาะเส้นสายที่คมเข้มและมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร โดยตัวรถมีมิติตัวถังอยู่ที่ 4,432 x 1,836 x 1,566 มม. พร้อมระยะฐานล้อ 2,750 มม. ทำให้ตัวรถมีขนาดและมิติที่สมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์ต่อกับการขับขี่ในเมืองเป็นอย่างมาก

ส่วนการตกแต่งตัวรถ ก็ใช้ไฟหน้า LED ที่แยกกันได้ถึง 56 ดวง ส่วนไฟท้ายเป็นการเรียงแนวยาวจากซ้ายจรดขวาพร้อมกับสัญลักษณ์สุดพรีเมียม ZEEKR แบบสามมิติ ผลิตด้วยกระจกออร์แกนิกวงเบา และไฟ LED 229 ดวง โดยภายในห้องโดยสารใช้ไฟแบบ Pixel RGNB LED ชุดไฟทรงสี่เหลี่ยมที่เรียงตัวกันถึง 17 ชุด และยังมีหลังคากระจกแบบพาโนรามา 1.21 ตร.ม. และที่ขาดไม่ได้คือ ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8155 ด้วยโปรเซสเซอร์ระดับ 7 นาโนเมตร และหน่วยความจำ 16 GB  

และที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ จอแสดงผลบนกระจกหน้ารถ QR – HUD อุปกรณ์แสดงภาพเสมือนบนกระจกหน้าแบบพาโนรามาขนาด 24.3 นิ้ว ให้ความสว่างสูงถึง 12,000 nits ที่ทำให้ได้ภาพที่คมชัดบนกระจกหน้ารถได้ นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชันคำสั่งเสียงอัจฉริยะที่ทำให้ปรับและควบคุมการใช้งานได้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิด้วยคำสั่ง ZEEKR Voice Assist ด้วย AI

รีวิว ZEEKR X 2026 และราคาจำหน่าย

ขุมพลังและมอเตอร์ไฟฟ้า

  • ZEEKR X รุ่น Standard RWD ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว Permanent Magnet Synchronous ให้กำลังสูงสุด 272 แรงม้า มาพร้อมกับแบตเตอรี่ Lithium – ion NCM ความจุ 69 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 540 กม. (NEDC) และ 440 กม. (WLTP)
  • ZEEKR X รุ่น Flagship AWD ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด Permanent Magnet Synchronous ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังสูงสุด 428 แรงม้า ใช้แบตเตอรี่ Lithium – ion NCM ความจุ 69 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 470 กม. (NEDC) และ 400 กม. (WLTP)

ราคาจำหน่าย

  • ZEEKR X รุ่น Standard RWD ราคา 1,199,000 บาท
  • ZEEKR X รุ่น Flagship AWD ราคา 1,349,000 บาท
สถานีชาร์จ Zeekr Power จาก Evolt

ใช้รถไฟฟ้า ZEEKR พร้อมสถานีชาร์จ ZEEKR Power วันนี้!

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR 2026 ที่เปิดตัวและจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย ณ ขณะนี้ ก็นับว่ามีหลายรุ่นมาก ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งแต่ละรุ่นก็มีการออกแบบให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน และผู้ที่เลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากค่าย Zeekr Thailand  ก็สามารถเข้าไปใช้บริการสถานีชาร์จ Zeekr Power ได้แล้ววันนี้ ที่ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง @centralwOrld ที่พร้อมให้บริการสถานีชาร์จเพื่อผู้ใช้งานรถ Zeekr โดยเฉพาะ

รอเลย “กลุ่มธนบุรี” คว้าดีลใหญ่ NIO พร้อมลุยตลาดรถ EV ในไทยปีนี้

ข่าวดีสำหรับคนรักรถยนต์ไฟฟ้ามาแล้ว! สำหรับดีลใหญ่จาก “กลุ่มธนบุรี” ภายใต้ชื่อ “บริษัท ธนบุรี บลูสกาย จำกัด” ได้คว้าดีลใหญ่ร่วมมือกับทาง NIO หรือ นีโอ อิงค์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม เพื่อนำเข้ามาลุยตลาดรถ EV ในไทย ปี 2569 นี้ เบื้องต้นพร้อมนำร่องในการนำแบรนด์รถยนต์ในเครือมาบุกตลาดรถในไทยคือ NIO, ONVO และ Firefly

กลุ่มธนบุรี และ NIO เตรียมนำเข้ารถ EV ในไทย 2569

 “กลุ่มธนบุรี” เซ็นสัญญา “NIO” หรือ “นีโอ” สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ

เรียกว่าเป็นดีลใหญ่ส่งท้ายปีที่ผ่านมา สำหรับการคว้าสิทธิ์นำเข้าจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่าง NIO, ONVO และ Firefly ที่ทาง “กลุ่มธนบุรี” สามารถปิดดีลกับทาง NIO มาได้ โดยทางด้าน นายรัฐพล วิริยะพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธนบุรี ได้กล่าวว่าทางบริษัทได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรร่วมกับทาง NIO แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับแบรนด์ในเครือทั้ง ONVO และ Firefly

โดยทางด้านกลุ่มธนบุรีให้ความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคว่า จะให้ความสำคัญในทุก ๆ กระบวนการ ตั้งแต่กระบวนการผลิต ตลอดจนกระบวนการทดสอบคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รถยนต์ที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้บริโภค และที่ขาดไม่ได้คือ การยกระดับบริการหลังการขายทั้งของ Mercedes – Benz และ GEELY อย่างครบวงจร

นอกจากนี้ กลุ่มธนบุรี ภายใต้ชื่อ บริษัท ธนบุรี บลูสกาย จำกัด ยังได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับทาง นีโอ อิงค์ ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม พร้อมกับแผนการนำแบรนด์รถยนต์ในเครือมาบุกตลาดรถยนต์ EV ในไทยอย่างเป็นทางการในปี 2569 นี้ ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานของผลิตภัณฑ์ เครือข่ายบริการ และที่ขาดไม่ได้คือ ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ที่จะทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ ว่าจะมีความพร้อมทั้งคุณภาพและโครงสร้างที่รองรับความต้องการในอนาคตอย่างชัดเจน

แน่นอนว่า NIO ไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมอันดับต้น ๆ ของจีน ที่บุกเบิกเทคโนโลยี Battery – as – a – Service หรือก็คือเทคโนโลยีการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สถานี NIO Power Swap และในปัจจุบันก็เป็นเครือข่ายการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดเช่นกัน นอกจากนี้ ทางนีโอก็ยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา ตลอดจนศูนย์การผลิตที่ครอบคลุมถึง 14 พื้นที่ และบริการครอบคลุม 24 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ทำให้พร้อมต่อการขยายตลาดทั้งในไทยและในนานาประเทศเช่นกัน

กลุ่มธนบุรี และแบรนด์ GEELY

ลุ้นรถยนต์ EV เข้าไทย ประเดิมด้วย NIO แบรนด์หลัก

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า NIO ที่ลุ้นว่าจะได้เข้ามาจำหน่ายในไทยเร็ว ๆ นี้ จะประเดิมด้วยแบรนด์หลักอย่าง NIO (นีโอ) ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม โดยจะมุ่งเน้นรถยนต์ไฟฟ้าระดับท็อปพร้อมกับเทคโนโลยี Battery Swap ตัวชูโรงของทางค่าย ที่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ก้อนใหม่ได้ภายในไม่กี่นาที หมดปัญหาเรื่องการรอชาร์จแบตนาน ๆ ไปได้เลย

โดยเบื้องต้นคาดว่ารถไฟฟ้า NIO ที่นำเข้าไทยรุ่นที่อาจะมาทำตลาดในไทย คือ ET5 / ET5T ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่มซีดานและ Wagon ยอดนิยม นอกจากนี้ ยังมีซีดานระดับหรูอย่าง ET7 ในกลุ่ม E – Segment อีกด้วย ส่วนรถยนต์อเนกประสงค์ SUV ก็น่าจะมีรุ่น ES6 / ES8 มาทำตลาดเช่นกัน

รถยนต์ไฟฟ้า NIO LT5 เตรียมเข้าไทย

ONVO รถยนต์ไฟฟ้าครอบครัว คอนเซ็ปต์ Family Smart EV

ส่วนแบรนด์ใหม่ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า NIO อย่าง ONVO (ออนโว) จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่เน้นรถครอบครัวเป็นหลัก ราคาจับต้องได้มากกว่า มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “Family Smart EV” โดยเน้นรถยนต์ขนาดกลาง มีฟีเจอร์ที่ครบครัน พร้อมกับราคาที่ประหยัดมากกว่ารถยนต์ตัวชูโรงอย่าง NIO ถึง 20 – 30% กันเลยทีเดียว และที่น่าจับตาก็น่าจะเป็นรุ่น ONVO L60 คู่แข่งโดยตรงของ Tesla Model Y และ BYD Song L โดยปัจจุบันราคาจำหน่ายในจีนอยู่ที่ 1.99 – 2.59 แสนหยวน ตีเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 1.03 – 1.34 ล้านบาท

รถยนต์ไฟฟ้า NIO ONVO L60 เตรียมเข้าไทย

FIREFLY รถเล็กน้องใหม่ ราคาดี เน้นขับขี่ในเมือง

และทางด้านแบรนด์ FIREFLY (ไฟร์ฟลาย) จะเป็นแบรนด์รถขนาดเล็กยุโรป ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ของทาง NIO เน้นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก มีการพัฒนาพวงมาลัยขวาเพื่อนำเข้าไทยโดยเฉพาะ และที่สำคัญที่สุดคือ ราคาของแบรนด์ FIREFLY จะเป็นแบรนด์ที่ถูกที่สุดในเครือ NIO เพราะตัวรถเน้นการขับขี่ในเมือง มีดีไซน์ที่ทันสมัย มินิมอล โดยที่มีฟีเจอร์ครบครันไม่แพ้กัน  

ถยนต์ไฟฟ้า NIO FIREFLY เตรียมเข้าไทย

กลุ่มธนบุรี และ NIO เชื่อมั่น ตลาดอีวีไทยมีศักยภาพสูง

การร่วมพันธมิตรกันระหว่างกลุ่มธนบุรี และทางด้าน NIO แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมสัญชาติจีน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของตลาดรถ EV ในไทย โดยเฉพาะการที่ผู้บริหารทั้งสองต่างก็มองว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยมีศักยภาพสูง สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะไม่ใช่แค่กระแส แต่คือทางเลือกระยะยาว และในปี 2569 นี้ ก็จะมีการเปิดตัวรถยนต์ทั้ง 3 แบรนด์อย่างเป็นทางการเช่นกัน

อัตราภาษีสรรพสามิต รถยนต์ ปี 2569 ข่าวดีรถ EV มีภาษีต่ำสุดที่ 2%

สำหรับใครที่กำลังติดตามข่าวของอัตราภาษีรถยนต์ ก็น่าจะทราบกันแล้วว่า ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยน โครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ของกรมสรรพสามิต หรือก็คือ อัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยในวันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จะมีการเรียกเก็บภาษีของรถยนต์แต่ละชนิดใหม่ทั้งหมด ทั้งรถยนต์สันดาปทั่วไป, รถยนต์พลังงานทางเลือก และที่ขาดไม่ได้คือ ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ก็มีการปรับ “ภาษีสรรพสามิต 2569” ใหม่เช่นกัน

อัตราภาษีสรรพสามิต 2569 เริ่มใช้ 1 ม.ค. 69

สรุป อัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ เริ่มใช้ 1 ม.ค.​ 2569

1. กลุ่มรถยนต์ BEV (ไฟฟ้า 100%)

สำหรับอัตราภาษีสรรพสามิต 2569 รถยนต์ BEV หรือรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ 100% นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จะถูกคิดอัตราภาษีสรรพสามิตในอัตรา 2% (รถยนต์ไฟฟ้าลดลงจาก 8% ส่วนรถกระบะพลังงานไฟฟ้าถูกเพิ่มภาษีจาก 0% เป็น 2%)

โดยอัตราภาษีใหม่นี้ เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลยกเว้นภาษีอากรสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ทั้งกลุ่มรถยนต์นั่ง, รถยนต์โดยสารที่ไม่เกิน 10 คน รวมถึงรถกระบะไฟฟ้า ซึ่งมีผลบังคับใช้ถึงแค่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เท่านั้น

2. รถยนต์ประเภท PHEV

  • รถที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนไม่ต่ำกว่า 80 กม./ชาร์จ 1 ครั้ง ภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 5%
  • รถที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนต่ำกว่า 80 กม./ชาร์จ 1 ครั้ง คิดภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 10%
  • รถที่วิ่งด้วยเครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร คิดภาษีสรรพสามิตในอัตรา 30%
อัตราภาษีสรรพสามิต 2569 เริ่มใช้ 1 ม.ค. 69

3. รถยนต์ประเภท MHEV และ HEV

  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 6%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 120 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 9%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 120 แต่ไม่เกิน 150 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 14%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 19%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 200 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 24%  
  • เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร คิดอัตราภาษีสรรพสามิต 40%

4. รถยนต์ประเภท ICE หรือรถยนต์สันดาป

  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 13%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 120 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 22%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 120 แต่ไม่เกิน 150 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 25%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 29%  
  • เครื่องยนต์ที่ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO2 เกิน 200 กรัม/กม. อัตราภาษีอยู่ที่ 34%  
  • เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร คิดอัตราภาษีสรรพสามิต 50%
อัตราภาษีสรรพสามิต ใหม่ ปี 2569

การเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีสรรพสามิต 2569  

จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีสรรพสามิต นับว่าส่งผลกระทบต่อรถยนต์ทุกชนิดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเพิ่มอัตราภาษีของรถยนต์ประเภท MHEV, HEV และ ICE ที่มีอัตราภาษีของรถที่ใช้เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร เพิ่มขึ้นถึง 40% และ 50% ตามลำดับ เช่นเดียวกับการแยกการคำนวณภาษีของรถยนต์ HEV และ MHEV ออกจากกัน โดยยึดตามระยะทางที่วิ่งด้วยไฟฟ้าต่อการชาร์จเป็นเกณฑ์คำนวณ

นอกจากนี้ รถยนต์ PHEV ยังมีข้อกำหนดเพิ่มเติม คือ ต้องติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ หรือ ADAS อย่างน้อย 2 ระบบ และต้องเป็นรถที่ใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเภทไทย นับตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไปเท่านั้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ส่งผลต่อราคาและการเตรียมตัวรับมือของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน หนึ่งในนั้นคือ การปรับเพิ่มราคาของรถยนต์ที่จะจำหน่ายในปี 2569

ยกตัวอย่างคือ รถยนต์ไฟฟ้าของทาง BYD ที่มีการประกาศลดราคาช่วงปลายปี 2568 ก่อนที่มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุด ซึ่งส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 Premium และ BYD SEAL Premium & AWD Performance หมดสต็อกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหลังจากการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิต 2569 ก็น่าจะส่งผลกระทบให้ BYD ในบางรุ่นมีราคาสูงขึ้น ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ BYD SEAL, BYD M6, BYD SEALION 7 และ DENZA D9 จะมีอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มจากเดิม 2% รวมเป็น 10%

การเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีสรรพสามิต 2569

สรุป

จะเห็นได้เลยว่า ในปี 2569 นี้ เป็นหนึ่งในปีที่มีการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV 2026 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ในปลายปี 2568 นี้ ที่ส่งผลให้มีอัตราภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น และถึงแม้ว่ามาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง แต่ยังมีมาตรการ EV 3.5 ที่ทางรัฐบาลมีเงินอุดหนุนให้กับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สูงสุด 100,000 บาท โดยมาตรการนี้ก็จะสิ้นสุดลงในปี 2570 เช่นกัน

สรุปยอดจองรถ Motor Expo 2025 ทุบสถิติรวมกว่า 81,147 คัน

สรุปแล้ว! สำหรับยอดจองรถยนต์ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 หรืองานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 ที่ปิดฉากอย่างสวยงาม และในงาน Motor Expo ปีนี้ จัดขึ้นที่ Challenger Hall 1 – 3 เมืองทองธานี โดยปิดยอดจองงาน Motor Expo 2025 ไปอย่างสวยงามทั้งหมด 81,147 คัน เพิ่มขึ้นจากงาน Motor Expo 2024 ถึง 48.5% โดยในรอบนี้พี่ใหญ่ Toyota หวนคืนแชมป์ได้สำเร็จ หลังจากที่ปี 2024 เสียแชมป์ให้กับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนอย่าง BYD เรียกว่าปีนี้งานมอเตอร์เอ็กซ์โปคึกคักกันเป็นอย่างมาก

สรุปยอดจองรถ Motor Expo 2025

20 อันดับ ยอดจองรถสูงสุดในงาน Motor Expo 2025  

  • อันดับ 1 Toyota ยอดจอง 10,872 คัน   
  • อันดับ 2 BYD ยอดจอง 10,031 คัน
  • อันดับ 3 OMODA JAECOO ยอดจอง 7,266 คัน  
  • อันดับ 4 Honda ยอดจอง 6,278 คัน  
  • อันดับ 5 GAC ยอดจอง 5,019 คัน  
  • อันดับ 6 GEELY ยอดจอง 4,827 คัน   
  • อันดับ 7 MG ยอดจอง 4,827 คัน  
  • อันดับ 8 GWM ยอดจอง 4,609 คัน  
  • อันดับ 9 DEEPAL ยอดจอง 4,586 คัน
  • อันดับ 10 Mitsubishi ยอดจอง 2,988 คัน
  • อันดับ 11 Isuzu ยอดจอง 2,389 คัน  
  • อันดับ 12 Chery ยอดจอง 2,009 คัน
  • อันดับ 13 Mazda ยอดจอง 1,899 คัน
  • อันดับ 14 Nissan ยอดจอง 1,508 คัน
  • อันดับ 15 Zeekr ยอดจอง 1,129 คัน  
  • อันดับ 16 AVATR ยอดจอง 1,103 คัน
  • อันดับ 17 XPENG ยอดจอง 1,089 คัน  
  • อันดับ 18 BMW ยอดจอง 1,070 คัน
  • อันดับ 19 Ford ยอดจอง 914 คัน  
  • อันดับ 20 Mercedes-Benz ยอดจอง 911 คัน

ป้ายยา 5 รถใหม่งาน Motor Expo 2025 ที่มาแรงที่สุด  

1. GEELY EX2

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มาแรงในงาน Motor Expo 2025 นี้ ก็คือ GEELY EX2 ที่เปิดตัวในราคา 399,990 – 429,990 บาท (สำหรับ 2,000 คันแรก) มี 2 รุ่น คือ EX2 และ EX2 MAX ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว พละกำลังสูงสุด 116 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Lithium – ion ความจุ 39.4 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 395 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับทั้งการชาร์จ AC และ DC จัดเต็มระบบความบันเทิงและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแบบครบครัน   

รถยนต์ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 x GEELY EX2

2. JAECOO 5 EV

อีกหนึ่งรุ่นรถยนต์ EV ที่มาแรงในงาน Motor Expo 2025 นี้ ก็คือ JAECOO 5 EV กับราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 589,000 – 639,000 บาท โดยเป็นรุ่นรถนำเข้า CBU จากจีน มี 2 รุ่นย่อย คือ JAECOO 5 EV Dynamic และ JAECOO 5 EV Max ซึ่งเป็นราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว พละกำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิด 288 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ความจุ 58.9 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 400 กม. ตามมาตรฐาน WLTP และระยะทาง 461 กม. ตามมาตรฐาน NEDC

รถยนต์ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 x JAECOO 5 EV

3. BYD Atto 3

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ายอดฮิตในงาน Motor Expo 2025 ก็คือ BYD Atto 3 ที่ก็ติดโผมาแรงทั้งก่อนและหลังงาน โดยมีส่วนลดสูงสุดถึง 200,000 บาท ทำให้ราคาจำหน่ายในรุ่น Premium เหลือ 629,900 บาท กับแบตเตอรี่ความจุ 50.25 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 410 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ส่วนรุ่น Extended เหลือราคาเพียง 699,900 บาทเท่านั้น กับแบตเตอรี่ความจุ 60.48 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 480 กม. ตามมาตรฐาน NEDC

รถยนต์ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 x BYD Atto 3

4. Toyota Hilux Travo – e

เรียกว่ากระบะไฟฟ้าจากพี่ใหญ่โตโยต้าอย่าง Toyota Hilux Travo – e เป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน Motor Expo 2025 ปีนี้ เพราะเป็นการเปิดตัวพร้อมลุยตลาดรถกระบะไฟฟ้าครั้งแรกอย่างเป็นทางการ โดยเปิดตัวมาในราคา 1,491,000 บาท ซึ่งเป็นรุ่นผลิดในไทย มาพร้อมกับความจุแบตเตอรี่ 59.2 kWh แรงดันไฟฟ้า 296 V พร้อมกับระบบส่งกำลัง e – Axle ขับเคลื่อน 4 ล้อ วิ่งได้ไกลสูงสุด 315 กม. ตามมาตรฐาน NEDC มีโหมดการขับขี่ทั้งแบบ Eco, Normal และ Sport ทั้งยังลุยน้ำได้สูงสุด 700 มิลลิเมตร  

รถยนต์ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 x Toyota Hilux Travo – e

 5. BYD Ti7

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน Motor Expo 2025 ก็คือการเผยโฉมรถ SUV สไตล์ Adventure อย่าง BYD Ti7 รถปลั๊กอินไฮบริด PHEV เป็นครั้งแรก โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ความจุแบตเตอรี่ 35.6 แบบ Cell – to – Body หากขับขี่ด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวสามารถขับขี่ได้ไกลสูงสุดที่ 155 กม. ตามมาตรฐาน NEDC แต่ยังไม่มีการเปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เป็นเพียงแค่การโชว์ตัวก่อน แต่ก็ทำให้ได้กระแสตอบรับที่ดีมาก ๆ ของทางค่าย BYD ในงาน Motor Expo ในปีนี้

รถยนต์ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 x BYD Ti7

สรุป   

สำหรับยอดจองรถยนต์ใหม่งาน Motor Expo 2025 ในปีนี้ ก็ทำให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ในไทยคึกคักเป็นอย่างมากในรอบ 10 ปี เพราะที่ผ่านมางาน Motor Expo ยังไม่สามารถปิดยอดจองไปได้มากกว่า 6 หมื่นคัน แต่ในปีนี้กลับทุบสถิติยอดจองถึง 81,147 คัน ส่วนค่ายรถหลาย ๆ ค่ายก็สามารถสร้างสถิติด้วยยอดจองที่สูงเป็นประวัติการณ์ได้เช่นกัน

อาทิ Toyota ที่สามารถปิดยอดจองไปได้ถึง 10,872 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ถึง 2,575 คัน ในขณะที่ทาง BYD ก็สามารถทุบสถิติยอดจองไปถึง 10,031 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 2,989 คัน และที่สำคัญคือ ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนมาแรงมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อการใช้รถยนต์ EV มากกว่าที่ผ่านมา ทั้งคุณภาพรถและการขยายสถานีชาร์จที่เพียงพอในปัจจุบัน

มาแน่! รถยนต์ไฟฟ้า EV ในงาน Motor Expo 2025 ลุ้นเปิดตัวปีนี้!

หนึ่งในไฮไลต์ที่สำคัญและคนรักรถต่างก็รอคอย ก็คือการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV ใหม่ในงาน Motor Expo 2025 จากแบรนด์ชั้นนำมากมาย ซึ่งล่าสุดทางผู้จัดงานก็ได้อัปเดตมาให้แล้วเช่นกัน ว่าในปีนี้มีรถยนต์ EV รุ่นไหนบ้าง ที่น่าจับตามอง และน่าจะมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในงาน Motor Expo 2025 หรือ มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 ที่กำลังจะถึงนี้

รถยนต์ไฟฟ้า Volvo ES90 ในงาน Motor Expo 2025

1. Volvo ES90

สำหรับ Volvo ES90 เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็น่าจะเป็นหนึ่งในไฮไลต์ภายในงาน Motor Expo 2025 นี้เช่นกัน โดยในรุ่นปัจจุบันนี้เป็นรุ่นที่นำเข้า CBU จากจีน กับการใช้แบตเตอรี่ 800V Technology เป็นรุ่นแรก ความจุแบตเตอรี่ 92 kWh สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 755 กม. (ตามมาตรฐาน NEDC)

โดยมีขุมพลังคือ มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลัง 338 แรงม้า ซึ่งก็ถือว่าเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญของ BMW i5 และ Mercedes – Benz EQE Sedan และที่น่าสนใจกว่าคือ รองรับการชาร์จ DC Ultra – Fast Charging ภายใน 10 นาที ส่วนระบบความบันเทิงภายในก็ครบครัน อาทิ หน้าจอกลางระบบสัมผัส 14.5 นิ้ว และรองรับระบบ Google Buit – in และที่ขาดไม่ได้คือ มีระบบเสียงรอบทิศทา

ราคาจำหน่าย

  • ES90 Ultra – Single Motor Extended Ranger RWD 2,990,000 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR 009 ในงาน Motor Expo 2025

2. ZEEKR 009

ถึงแม้ว่า ZEEKR 009 Standard จะเปิดตัวไปแล้วในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่น่าติดตามในงาน Motor Expo 2025 เช่นกัน โดยรถตู้ไฟฟ้า ZEEKR 009 เป็นรุ่นย่อยใหม่ล่าสุด ที่สามารถให้ระยะทางการขับขี่ได้สูงสุดถึง 712 กม. (ตามมาตรฐาน NEDC) และระยะทาง 604 กม. (มาตรฐาน WLTP) ใช้มอเตอร์เดี่ยว ด้วยขุมพลัง 340 แรงม้า แบตเตอรี่ Cell – To – Pack CTP 2.0 CATL 400V ขนาด 116 kWh

โดยไฮไลต์ของ ZEEKR 009 ก็คือการให้ระบบความปลอดภัยและการใช้งานที่ครบครันมากขึ้น โดยเฉพาะเรดาร์ Ultra – long 250M Wave Radar ทั้งยังมีชิปประมวลผล Qualcomm 8295 รวมถึงระบบสั่งการด้วยเสียง AI – Mate EVA Voice Assistant และยังมีระบบ Entertainment ที่ครบครัน อาทิ หน้าจอเพดาน OLED ขนาด 17 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, ไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร และระบบเสียงรอบทิศทาง Yamaha Surround Sound ที่มาพร้อมลำโพงอีก 30 ตำแหน่ง

ราคาจำหน่าย

  • Standard 7-Seaters 2WD ราคา 2,399,000 บาท (NEW)
  • Premium 7-Seaters Dual Motors AWD ราคา 3,099,000 บาท
  • Flagship 6-Seaters Dual Motors AWD ราคา 3,159,000 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า MG IM5 ในงาน Motor Expo 2025

3. MG IM5

MG IM5 ก็เป็นหนึ่งในรถยนต์ซีดานไฟฟ้าขนาดกลาง ที่น่าจะมาเปิดตัวในงาน Motor Expo 2025 นี้เช่นกัน ที่มาพร้อมกับความสปอร์ตพรีเมียม แต่ก็ยังคงความมินิมอลเล็ก ๆ เอาไว้ตามสไตล์ยานยนต์ยุคใหม่ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน รวมถึงฟีเจอร์ไฮเทคมากมาย โดยเฉพาะระบบช่วยขับขี่ที่ให้มาแบบไม่มีกั๊กในราคาที่เอื้อมถึง

แน่นอนว่า หาก MG IM5 รุ่นที่เปิดตัวในไทย ใช้สเปกเดียวกันกับที่เปิดตัวและจำหน่ายในออสเตรเลีย ก็ถือว่ามีเทคโนโลยีที่น่าสนใจหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น ระบบเบรก Intelligent Comfort Stop ที่ช่วยปรับการเบรกได้ทุก ๆ สถานการณ์, ระบบเลี้ยว 4 ล้อ ที่เพิ่มความคล่องตัวเข้ามา,​ ระบบ Advanced Skid Prevention ระบบลดอาการเหินน้ำ และที่ขาดไม่ได้คือ Rainy Night Mode ที่ช่วยแสดงภาพการจราจรและถนนได้อย่างชัดเจน   ส่วนสเปกก็มีหลายเกรดเช่นกัน ดังนี้

  • รุ่น Premium ใช้แพลตฟอร์มแบตเตอรี่ 400V ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 550 กม.
  • รุ่น Platinum ใช้แพลตฟอร์มแบตเตอรี่ 800V ระยะทางวิ่งสูงสุดอยู่ที่ 625 กม.
  • รุ่นท็อป Performance ใช้แพลตฟอร์มแบตเตอรี่ 800V ระยะทางวิ่งสูงสุดอยู่ที่ 755 กม. 

ราคาจำหน่าย

  • คาดว่าจะมีราคาต่ำกว่า MG IM6 ที่จำหน่ายเริ่มต้นอยู่ที่ 1,399,900 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin ในงาน Motor Expo 2025

4. BYD Dolphin

รถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin รุ่นปรับปรุงใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้า ที่คาดว่าจะเปิดตัวในงาน Motor Expo 2025 ที่กำลังจะถึงนี้ ซึ่งในจีนเรียกรุ่นนี้ว่า God’s Eye C MY2025 ที่ใช้เทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะ God’s Eye C – DiPilot 100 โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ที่มี 2 ขุมพลังให้เลือก คือ รุ่นแบตเตอรี่ LFP 44.92 kWh และรุ่นแบตเตอรี่ 60.48 kWh

โดยจุดเด่นของ BYD Dolphin รุ่นปรับปรุงใหม่ จะมาพร้อมกับระบบพลังงานใหม่อย่าง New Configuration ด้วยโครงสร้างอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และระบบควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะของแบตเตอรี่ มีระบบจ่ายไฟนอกและระบบการตั้งเวลาในการใช้งานรถล่วงหน้า ส่วนฟังก์ชันอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย ก็ยังครบครันเช่นเดิม อาทิ โหมดเฝ้าระวังอัจฉริยะ, กล้องมองภาพรอบคัน, และระบบมองภาพจากระยะไกล

ราคาจำหน่าย

  • ในจีนราคาจำหน่ายอยู่ที่ 99,800 – 125,800 หยวน
  • ในไทยคาดว่าจะอยู่ที่ราว ๆ 451,000 – 568,000 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า MG Maxus eTerron 9 ในงาน Motor Expo 2025

5. MG Maxus eTerron 9

อีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่น่าจับตาก็คือ MG Maxus eTerron 9 ที่เตรียมเปิดตัวในไทยอย่างมเป็นทางการในงาน Motor Expo 2025 หรือภายในวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่กำลังจะถึงนี้ โดยความน่าสนใจคือ นอกจากจะเป็นรถกระบะไฟฟ้า 100% ที่เตรียมบุกตลาดรถกระบะแล้ว ยังเป็นรุ่นที่ใช้แพลตฟอร์ม GST ที่ได้รับการเปิดเผยในงาน Hannover Auto Show ในประเทศเยอรมนีมาก่อนแล้ว

โดย MG Maxus eTerron 9 มาพร้อมกับมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวรสองตัว ใช้แบตเตอรี่ LFP 102 kWh สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 430 กม.​ (มาตรฐาน WLTP) มาพร้อมกับคุณสมบัติ Vehicle – To – Load หรือ V2L ที่ทำให้ผู้ใช้รถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์และเครื่องมืออื่น ๆ ภายนอกได้ ทั้งยังมีระบบ All – Terrain System (ATS) ที่ประกอบไปด้วยโหมดการขับขี่ที่ตั้งไว้ล่วงหน้าได้ 6 โหมด พร้อมตั้งค่าการขับขี่ได้กว่า 400 แบบ

รถยนต์ไฟฟ้าเปิดตัวใหม่ในงาน Motor Expo 2025

สรุป

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ที่เตรียมเปิดตัวในงาน Motor Expo 2025 นี้ ก็นับว่ามีหลายรุ่นที่น่าสนใจ และคาดว่าน่าจะมีรุ่นอื่น ๆ ให้ติดตามกัน อาทิ Leap Motor Rafa5, Xpeng G6 MC, GEELY EX2, Omoda C3 ส่วนรถยนต์สันดาปและรถยนต์พลังงานทางเลือก จากค่ายรถยนต์ชั้นนำ ก็น่าจะมีการเปิดตัวเช่นกัน อาทิ Nissan X – Trail E – Power และ Deepal S07 Minorchange

ทั้งนี้ คนรักรถสามารถเข้าไปร่วมชมรถยนต์เปิดตัวใหม่ หรือไฮไลต์เด็ด ๆ ของงาน Motor Expo 2025 ในปลายปีนี้ได้เช่นกัน โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็คเมืองทองธานี หรือติดตามข่าวสารได้จากทาง Plughaus Thailand ที่พร้อมเสิร์ฟข่าวรถยนต์ไฟฟ้าให้คนรักรถ EV ได้ติดตามกันแบบครบ จบ ทุกประเด็นแน่นอน

หั่นแรง BYD Dolphin 2025 ลดราคาทั้งแผงกว่า 140,000 บาท

งานนี้ถูกใจสาวกค่าย BYD แน่นอน เพราะล่าสุดได้มีการประกาศ ลดราคา BYD Dolphin 2025 ใหม่ ซึ่งเป็นรุ่นประกอบในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยรอบนี้ปรับลดราคาล่าสุดลงมามากถึง 140,000 บาท ทำให้รุ่นเริ่มต้นมีราคาไม่ถึงครึ่งล้าน โดยเป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV3.0 พร้อมเคลมข้อเสนอที่ดีที่สุด หากมีใครที่ให้ราคาดีกว่านี้ ทาง BYD พร้อมชดเชย!

BYD Dolphin ลดราคา 2025 ส่งท้ายมาตรการ EV3.0

BYD Dolphin 2025 ลดราคาส่งท้ายมาตรการ EV3.0

สำหรับโปรโมชันลดราคา BYD Dolphin รุ่นประกอบในไทยลงกว่า 140,000 บาท เป็นการส่งท้ายมาตรการ EV3.0 ซึ่งเป็นมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของทางรัฐบาล ที่จะสิ้นสุดในปลายปีนี้ ทาง BYD Dolphin จึงประกาศลดราคาลดลงมา ในรุ่งดังต่อไปนี้

  • BYD Dolphin Standard Range 50.25 kWh เหลือ 449,000 บาท (จาก 569,000 บาท)
  • BYD Dolphin Extended Range 60.48 kWh เหลือ 569,000 บาท (จาก 709,000 บาท)

สำหรับโปรโมชัน BYD Dolphin ลดราคาล่าสุดนี้ เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 หรือสิ้นปีนี้ พร้อมกับการลด แลก แจก แถม ทั้งฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อมกับ พ.ร.บ. 1 ปี นอกจากนี้ ยังแถมฟิล์มเซรามิก พร้อมบริการติดตั้งอีกด้วย

BYD Dolphin 2025 ลดราคาลง 140,000 ทุกรุ่น

การรับประกันและของแถม สำหรับโปรลดราคา BYD Dolphin

  • รับประกันคุณภาพตัวรถ นาน 8 ปี หรือ 160,000 km.
  • รับประกันแบตเตอรี่ นาน 8 ปี หรือ 160,000 km.
  • รับประกันระบบขับเคลื่อน นาน 8 ปี หรือ 150,000 km.
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี พร้อม พรบ.
  • ฟรี ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ เซรามิก XUV Max III
  • ฟรี สายต่อพ่วงอุปกรณ์ไฟฟ้า VTOL
  • ฟรี สายชาร์จ AC Portable Charger สำหรับรถ
  • ฟรี พรมเข้ารูป กรอบป้าย ฟิล์มหน้าจอ
  • ฟรี ค่าจดทะเบียน

สเปกพื้นฐาน BYD Dolphin 2025

มิติตัวถัง

  • 4,290 x 1,770 x 1,570 มม. (ยาว x กว้าง x สูง)
  • ระยะฐานล้อ 2,700 มม.
  • ระยะต่ำสุดถึงพื้น 130 มม.
  • ที่เก็บสัมภาระด้านท้ายรถสูงสุด 1,310 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง
รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin 2025 ลดราคาใหม่

ขุมพลังและแบตเตอรี่รถ

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor ให้พละกำลังสูงสุด 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 180 นิวตันเมตร ใช้แบตเตอรี่ BYD Blade Battery (LFP) มี 2 ขนาด คือรุ่น Standard Range ขนาด 50.25 kWh ขับเคลื่อนล้อหน้า Front – Wheel Drive วิ่งทางไกลได้สูงสุด 435 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ส่วนในรุ่น Extended Range ที่ใช้แบตเตอรี่ความจุ 60.48 kWh สามารถให้ระยะทางที่วิ่งไกลได้สูงสุด 490 กม. ตามมาตรฐาน NEDC เช่นกัน

จุดเด่นของการตกแต่งภายนอก   

การออกแบบรถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin เป็นรุ่นที่ใช้คอนเซ็ปต์จากศิลปะแห่งท้องทะเล ที่สะท้อนวิถีแห่งโลมา ที่ให้ได้ทั้งความสนุกสนาน ความปราดเปรียว และความคล่องตัวอย่างอิสระ โดยตัวรถมีจุดเด่นจากเส้นสายการออกแบบหลายอย่าง อาทิ   

  • ไฟท้าย Geometric Polyline LED Tail Light ทรงเลขาคณิตที่เป็นเอกลักษณ์ โฉบเฉี่ยวสะดุดตา
  • เพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วย NFC / Keyless Card หรือคีย์การ์ดแบบพกพา
  • ใช้ล้ออัลลอย 17 นิ้ว Sport Alloy Wheel แบบทูโทน ดูแตกต่าง แต่ลงตัวอย่างมีสไตล์
  • โดดเด่นด้วยประโยคสุดคลาสสิก พร้อมตัวอักษร Build Your Dreams ด้านท้ายรถ
โดดเด่นด้วยประโยคสุดคลาสสิก พร้อมตัวอักษร Build Your Dreams ด้านท้ายรถ

จุดเด่นของการตกแต่งภายใน

แน่นอนว่า การตกแต่งภายในเอง BYD Dolphin ก็ถือว่าออกแบบมาได้อย่างลงตัว มีฟังก์​ชันการใช้งานที่ครบครัน คุ้มค่าทั้งรุ่นเริ่มต้นและรุ่นท็อป อาทิ 

  • พวงมาลัยทรงสปอร์ต 3 ก้าน แบบไฟฟ้า EPS
  • หน้าจอเรือนไมล์ผู้ขับขี่แบบ LCD ขนาด 5 นิ้ว
  • ระบบกรองฝุ่ง PM2.
  • มือจับประตูออกแบบให้ล้ำสมัยตามสไตล์ Dolphin Design เหมือนได้ดำดิ่งไปกับโลมาในท้องทะเล
  • Innovation Drive Mode หรือสวิตช์ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์​แบบอิเล็กทรอนิกส์ Finger – Touch Electronic Shift
  • ช่องเชื่อมต่อ USB – C และ USB – C อย่างละ 1 ตำแหน่ง ทั้งผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลัง
  • มาพร้อมกล้องมองภาพแบบ 360 องศา เห็นภาพได้รอบคันด้วย Surround Vision View Camera

นอกจากนี้ การตกแต่งภายในของรุ่น Extended Range จะถูกเพิ่มที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย หรือ Wireless Phone Charger และหลังคากระจก Electric Panoramic Glass Roof ในรุ่น Extended Range ที่คลอบคลุมทั้งห้องโดยสาร

BYD Dolphin ราคาใหม่ในไทย ปี 2025

ระบบความปลอดภัย และฟังก์​ชันที่น่าสนใจ

โดยระบบความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin ก็นับว่ามีความครบครันเช่นกัน อาทิ ทั้งถุงลมนิรภัยภายในตัวรถ, เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติ (รุ่น Extended เป็นแบบผ่อนแรง), ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง, ระบบช่วยควบคุมการไหลของรถแบบอัตโนมัติ, ระบบช่วยป้องกันการลื่นไถลขณะขับขี่, ระบบควบคุมความเร็ว, ระบบช่วยจอด และที่ขาดไม่ได้คือ ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ

สรุป

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin 2025 ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของรถยนต์ EV ที่น่าสนใจในปีนี้ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าไว้ใช้งาน ในราคาที่คุ้มค่า เพราะนอกจากจะมีส่วนลดส่งท้ายมาตรการ EV3.0 มูลค่าถึง 140,000 บาทแล้ว ยังมีสิทธิพิเศษให้อีกมากมาย โดยเฉพาะของแถมสำหรับลูกค้า BYD โดยเฉพาะ ซึ่งถ้าเทียบกับสมรรถนะ ระบบความปลอดภัย และฟังก์ชันในการใช้งาน ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าใช้อีกหนึ่งรุ่นก็ว่าได้

Full – Package บริการติดตั้ง EV Charger ที่บ้านแบบครบวงจร

สำหรับคนใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Car ในทุก ๆ ชนิด ที่กำลังมองหาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าราคาย่อมเยา ใช้งานง่าย ที่มาพร้อมบริการติดตั้งเครื่องชาร์จแบบครบ จบ ในที่เดียว ไม่ต้องหาทีมงานด้วยตัวเอง เพียงเลือกบริการติดตั้ง EV Charger ที่บ้านแบบ Full – Package กับทาง Plughaus Thailand รับสิทธิประโยชน์มากมายในราคาที่ดีที่สุด พร้อมมาตรฐานงานติดตั้ง ที่จะทำให้การชาร์จไฟปลอดภัย แถมใช้งานได้ยาวนานยิ่งกว่า 

แพ็กเกจติดตั้ง EV Charger ที่ Plughaus ครบ จบ ในที่เดียว

แพ็กเกจติดตั้ง EV Charger ครบ จบ ในที่เดียว

สำหรับแพ็กเกจติดตั้ง EV Charger ของทาง Plughaus เราออกแบบมาให้บริการแบบ One Stop Service คือให้บริการทั้งจำหน่ายเครื่องชาร์จ พร้อมทั้งการบริการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน ด้วยทีมงานที่มากประสบการณ์ โดยเฉพาะช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาต ทำให้การติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานของ กฟผ. และ กฟน. เรียกง่าย ๆ ว่า เราให้บริการแบบครบ จบ ในที่เดียว ไม่ต้องยุ่งยากหาช่างให้วุ่นวาย หรือต้องไปหาซื้อเครื่องชาร์จเอง

มีเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV หลายรุ่นให้เลือก

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายในบ้าน ที่ใช้งานได้ง่าย ใช้กับรถยนต์ BEV ได้ทุกรุ่น ทางเราก็มีตัวเลือกให้หลากหลายรุ่นเช่นกัน ตั้งแต่รุ่นที่ใช้ระบบการชาร์จแบบง่าย ๆ ด้วยฟีเจอร์ Plug and Charge ไปจนถึงรุ่นที่สามารถคอนโทรลการใช้งานได้ผ่านทางแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็น

  • Teison Smart Mini เป็นเครื่องชาร์จไซซ์มินิ ที่เน้นการใช้งานง่าย ราคาย่อมเยา ใช้งานแบบ Plug and Charge เสียบปุ๊บชาร์จได้เลย โดยมีราคาค่าเครื่องพร้อมบริการติดตั้ง Home Charger อยู่ที่ 34,900 บาท
  • EN+ Caro Series เครื่องชาร์จดีไซน์หรู ที่ใช้ระบบควบคุมพลังงานแบบ Dynamic Load Management ชาร์จได้อย่างปลอดภัย ใช้งาน Home Charger ผ่านแอปฯ ได้ ด้วยราคา Full – Package เพียง 43,900 บาท
  • EN+ Caro Pro เครื่องชาร์จที่ออกแบบมาเพื่อบ้านที่ใช้ระบบไฟฟ้า 3 เฟส ให้กำลังไฟ 22 kWh ใช้งานได้ผ่านทางแอปฯ รวมถึงระบบ RFID และที่สำคัญ ใช้ร่วมกับการติดตั้ง Solar Cell ได้ด้วย ในราคารวมบริการติดตั้งและระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 เพียง 60,800 บาท

นอกจากเครื่องชาร์จรถ EV ที่มีตัวเลือกให้หลากหลายรุ่นแล้ว เรายังมีตัวช่วยดีดีอย่าง แท่งดับเพลิงอัตโนมัติ MAUS Stixx Pro ที่สามารถติดตั้งไปพร้อม ๆ กันกับ EV Charger ได้เลย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยต่ออัคคีภัยได้มากขึ้นในครัวเรือน

บริการติดตั้งเครื่องชาร์จ EV Charger พร้อมไฟฟ้าวงจรที่ 2

บริการติดตั้งเครื่องชาร์จ พร้อมระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2

โดยบริการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของทาง Plughaus เรายังครอบคลุมทั้งการติดตั้งแบบทั่ว ๆ ไปตามที่พักอาศัยแต่ละรูปแบบ รวมถึงบ้านที่ต้องการแยกวงจรไฟฟ้า หรือติดตั้งระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 ทางทีมงานของเราก็พร้อมให้บริการแบบครบวงจรเช่นกัน ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ การขออนุญาตเพื่อทำเรื่องของมิเตอร์ชาร์จรถไฟฟ้า รวมถึงการเดินระบบไฟที่เหมาะสมกับตัวบ้าน ซึ่งรวมไปถึงการใช้มิเตอร์ TOU หรือบ้านที่ติดตั้ง Solar Cell ด้วย

นอกจากนี้ บ้านที่ใช้ไฟฟ้าทั้ง 1 เฟส และ 3 เฟส ก็สามารถติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้เช่นกัน โดยทางทีมงานของทาง Plughaus จะมีการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบพื้นที่ที่ต้องการติดตั้ง EV Charger อย่างละเอียด พร้อมวางงานระบบไฟฟ้าสำหรับติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านตามระบบไฟฟ้าที่ใช้ ด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีมาตรฐาน ผ่านการรับรองคุณภาพ อาทิ มอก. และ IEC

บริการติดตั้งเครื่องชาร์จ EV Charger แบบครบวงจร

รับประกันหลังงานติดตั้ง พร้อมดูแลตลอด 24 ชม.

สำหรับลูกค้าที่ติดตั้ง Home Charger หรือเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน จะได้รับบริการหลังงานติดตั้ง ทั้งการรับประกันตัวเครื่องชาร์จ EV และงานระบบ หากเกิดปัญหาใด ๆ ก็จะมีทางทีมงานเข้าไปตรวจสอบให้ทันที ด้วยบริการหลังงานติดตั้งตลอด 24 ชม. ทำให้ผู้ใช้บริการมั่นใจได้อย่างแน่นอน ว่าจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด จากทีมงานที่มากประสบการณ์ และการบริการที่มีคุณภาพ ตั้งแต่ก่อนติดตั้งไปจนถึงการดูแลหลังงานติดตั้งอย่างใกล้ชิด

รีวิวการติดตั้งเครื่องชาร์จ EV Home Charger

สนใจติดตั้ง EV Charger ลงทะเบียนเลยที่ Plughaus

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ EV หรือ Home Charger สามารถลงทะเบียนหรือสอบถามอัตราค่าบริการเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Plughaus Thailand หรือเบอร์โทรศัพท์ 091-015-2993, 065-507-7132 หรือ 02-114-7343 เพื่อรับสิทธิประโยชน์ และโปรโมชันราคาเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า พร้อมบริการติดตั้งด้วยแพ็กเกจที่ดีที่สุดได้ก่อนใคร