รถยนต์ไฟฟ้า EV ใหม่ 2025 – 2026 เตรียมเปิดตัวในไทยไม่เกินปลายปีนี้

ส่องลิสต์รถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 2025 – 2026 ที่เตรียมเปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ ไม่เกินปลายปีนี้ ว่ามีรุ่นไหนบ้างที่น่าสนใจ กับรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่เตรียมบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะในงาน Motor Expo 2025 ที่จะจัดขึ้นในปลายปี เพราะฉะนั้น มาส่องกันให้ไว กับรถใหม่ที่เตรียมเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย สรุปให้ทั้งดีไซน์ สเปก และออปชั่นแบบเข้าใจง่าย พร้อมราคาจำหน่ายรถไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ เพื่อคนรักรถ EV โดยเฉพาะ

ส่อง 5 รถยนต์ EV ใหม่ 2025 – 2026 ในไทย

รถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในไทย BYD Seal 5 DM-I Super Hybrid 202

1. BYD Seal 5 DM-I Super Hybrid 2025

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD Seal 5 DM-I Super Hybrid 2025 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าขุมพลัง Plug – in Hybrid ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา พร้อมกับประกาศราคาจำหน่ายเฉพาะในช่วง Eary Bird เพียง 699,900 บาท เท่านั้น โดยตัวรถถึงแม้ว่าจะไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้า BEV แบบ 100% แต่ก็เป็นรถยนต์ที่ใช้แบตตอรี่ที่ให้ระยะทางในการขับขี่ที่ไกล ไม่แพ้กับรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก

โดยสมรรถนะของตัวรถใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ Atkinson Cycle ขนาด 1.5 ลิตร ส่งกำลัง 98 แรงม้า กับแรงบิด 122 นิวตันเมตร เมื่อรวมกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้า สามารถให้พละกำลังถึง 218 แรงม้า ส่วนตัวแบตเตอรี่ใช้ Lithium – ion (LFP) Blade Batter ความจุสูงสุดรุ่น Premium 18.3 kWh รองรับการชาร์จไฟแบบ AC Charging Type 2 สูงสุด 6.6 kW และหากใช้เฉพาะไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 120 กม. (มาตรฐาน NEDC) แต่หากรวมกับน้ำมัน (E20) สามารถให้ระยะทางรวม 1,000 กม.

หมายเหตุ : ในรุ่น Standard ความจุ 13.08 kWh สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้สูงสุดที่ 80 กม. (NEDC)

โดยฟังก์ชันในการใช้งาน ก็ถือว่ามีความครบครันไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบกุญแจแบบ Digital Key (NFC Card), ระบบ Keyless Entry, รองรับการอัปเดต Software แบบ OTA, ระบบกรองอากาศ PM 2.5 ทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto ส่วนระบบด้านความปลอดภัยก็ถือว่ามีความครบครันตามสไตล์ BYD เช่นเดิม

รุ่นย่อย และราคาจำหน่าย

  • BYD Seal 5 DM-i Standard แบตเตอรี่ 13.08 kWh (ยังไม่เปิดเผยราคา)  
  • BYD Seal 5 DM-i Premium แบตเตอรี่ 18.3 kWh ราคา Early Bird 699,900 บาท (จากปกติ 769,900 บาท)
รถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในไทย Jaecoo 5 EV 2025

2. Jaecoo 5 EV 2025

อีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่เตรียมจ่อคิวรถเปิดตัวในเมืองไทยในปีนี้ ก็ต้องยกให้กับรถยนต์ไฟฟ้า Jaecoo 5 EV 2025 รถยนต์ไฟฟ้าไซซ์ B – SUV ส่งตรงจาก Omoda & Jaecoo Thailand ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 สิงหาคม 2568 โดยเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่มีดีไซน์พรีเมียม เน้นความ Luxury ในทุก ๆ มิติ พร้อมกับสเปกที่คาดการณ์ว่าจะสามารถให้ระยะทางวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 461 กม.

สำหรับรุ่นย่อยคาดว่ามีทั้งหมด 2 รุ่น คือ รุ่นปกติ และรุ่นที่เน้นการใช้งานแบบ Off – Road โดยการออกแบบภายนอกจะใช้รูปทรงเหลี่ยม ดูทันสมัย เหมาะกับการใช้งานทั้งสายลุยและการใช้ในครอบครัว เพราะมีตัวถังขนาดใหญ่ กับความยาว 4,380 มม. กว้าง 1,860 มม. และสูง 1,6550 มม. ส่วนระยะความสูงใต้ท้องรถยังอยู่ที่ 174 มม.

แต่ที่ต้องยอมรับเลยว่า Jaecoo 5 EV 2025 มีความพิเศษและโดดเด่นก็คือ กระจังหน้าแบบโปร่งใสพร้อมกับชื่อแบรนด์ J A E C O O ที่ช่วยทำให้ตัวรถดูเด่นมากขึ้น เส้นสายเน้นความเรียบหรูและทันสมัย  มีการติดตั้งดิฟฟิวเซอร์สีดำ ทำให้ตัวรถมีเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใคร และพื้นที่สัมภาระด้านท้ายยังมีความจุอยู่ที่ 480 ลิตร โดยที่สามารถขยายได้ถึง 1,284 ลิตร ในกรณีที่พับเบาะด้านหลัง

ส่วนขุมพลังสามารถให้กำลังสูงสุดที่ 211 แรงม้า แรงบิด 288 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. โดยใช้เวลาเพียง 7.7 วินาที มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 60.9 kWh ชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 470 กม. ตามมาตรฐานระยะทาง NEDC ส่วนราคาจำหน่ายในไทยนั้น เบื้องต้นคาดว่าราคา Jaecoo 5 EV 2025 จะไม่เกิน 6.9 แสนบาท

รถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในไทย Jaecoo 6T 2025

3. Jaecoo 6T 2025

สำหรับรถใหม่ในไทยปี 2025 ที่น่าจับตาอีกหนึ่งรุ่น ส่งตรงจากค่าย Omoda & Jaecoo Thailand เช่นกันก็คือ รถยนต์ไฟฟ้า Jaecoo 6T 2025 (เจคู 6 ที) หรือ J6 T ที่มาพร้อมกับตัวถังไซซ์บึกบึน กับพื้นฐานที่ใช้ร่วมกับ Jaecoo 6 แต่มีความดุดันและดูเท่มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ซุ้มโป่งล้อขนาดใหญ่ พร้อมการปรับกระจังหน้าไฟฟ้า ไฟหน้า ชุดกันชน ทำให้มีความแตกต่างจากรุ่นเดิม เป็นอีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้า EV สายลุย ที่น่าจะถูกใจสายซิ่งที่อยากได้รถไซซ์​ Off – Road มาใช้งานสักคัน

และแน่นอนว่า ตัวรถหากยึดตามสเปกในเบื้องต้น จะเป็นรถที่มีมิติตัวถัง ยาว x กว้าง x สูง อยู่ที่ 4,380 x 1,916 x 1741 มม. ระยะฐานล้อ 2,715 มม. ที่มีการจัดสรรพื้นที่ภายในห้องโดยสารมาอย่างพิถีพิถัน มีพื้นที่ใช้งานที่ครบครัน ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน โดยฟังก์ชันภายในตัวรถ ใช้มาตรวัดขนาด 9.2 นิ้ว พร้อมกับหน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาด 15.6 นิ้ว รองรับ Muti – Touch รวมถึงระบบสั่งการด้วยเสียง I – VA ใช้ชิป Qualcomm Snapdragon 8155 พร้อมระบบเสียงจาก Infinity (เฉพาะรุ่น 4WD)

สำหรับขุมพลังใช้มอเตอร์เดี่ยว 135 kW ให้กำลัง 184 แรงม้า แรงบิด 220 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหลัง และอีกหนึ่งรุ่นใช้มอเตอร์คู่ 205 kW ให้กำลัง 279 แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตร ขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยในการชาร์จหากชาร์จด้วย DC ใช้เวลาเพียง 30 นาที ส่วนแบตเตอรี่ใช้ลิเธียมไอรอน ฟอสเฟส (LEP) กับความจุ 69.77 kWh ให้ระยะทางสูงสุดที่ 591 กม.

รถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในไทย BYD Dolphin 2025

4. BYD Dolphin 2025

และในปีนี้รถยนต์ไฟฟ้าที่มาแรงและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในแวดวงคนใช้รถยนต์ EV ก็ต้องยกให้กับเจ้า BYD Dolphin 2025 รุ่นไมเนอร์เชนจ์ล่าสุด ที่ในประเทศจีนมีรุ่นย่อยให้เลือกถึง 3 รุ่น โดยสเปกของรุ่นที่จะจำหน่ายในเมืองไทย คาดว่าอาจมีเพียง 2 รุ่น คือรุ่นที่ให้พละกำลังสูงสุด 95 แรงม้า และรุ่น 204 แรงม้า ตามลำดับ ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในงาน Motor Expo 2025 ในปลายปีนี้

  • รุ่น 95 แรงม้า ใช้แบตเตอรี่ 44.928 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 420 กม. ตามมาตรฐาน CLTC
  • รุ่น 177 แรงม้า ใช้แบตเตอรี่ 44.9 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 401 กม. ตามมาตรฐาน CLTC (เฉพาะในจีน)
  • รุ่น 204 แรงม้า ใช้แบตเตอรี่ 60.48 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 520 กม. ตามมาตรฐาน CLTC

สำหรับการชาร์จไฟสามารถใช้ DC Charging ได้สูงสุดที่ 80 kW และที่ขาดไม่ได้คือ ระบบ Vehicle – to – Load หรือ V2L ที่สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ภายนอกได้ ส่วนภายในห้องโดยสารก็ยังคงคอนเซ็ปต์มีอุปกรณ์ครบครันตามสไตล์ของ BYD เช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็น การอัปเกรดหน้าจอที่มีขนาด 8.8 นิ้วใหม่ ให้คมชัดและละเอียดมากขึ้น พร้อมกับหน้าจอ Infotainment ขนาด 12.8 นิ้วตรงกลางรถ รองรับการเชื่อมต่อ 5G และนอกจากนี้ ยังมีตู้เย็นขนาดเล็กตรงกลาง ที่ปรับอุณหภูมิได้ต่ำสุดที่ -6 องศาเซลเซียส

รถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในไทย Isuzu D-Max EV 2025

5. Isuzu D-Max EV 2025

อีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้า EV 2025 ที่น่าจับตามาก ๆ ในปีนี้ก็คือ รถกระบะไฟฟ้า Isuzu D-Max EV 2025 ที่ก็น่าจะมาบุกตลาดในไทยเช่นกัน หลังจากที่รถปิกอัพ Riddara RD6 เปิดตัวไปแล้วได้รับเสียงตอบรับที่ดีเกินคาด เพราะนอกจากจะเป็นรถกระบะไฟฟ้าคันแรกในไทยแล้ว ยังเป็นรถกระบะสายออฟโรดที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่เต็มสมรรถนะ และแน่นอนว่าเจ้าตลาดรถกระบะอย่าง Isuzu D-Max ก็น่าจะส่งรถ EV มาบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเช่นกัน หลังจากที่เผยโฉมเป็นครั้งแรกในงาน Motor Show 2024

โดยจากข่าวล่าสุดนั้น เจ้า Isuzu D-Max EV ได้เริ่มต้นผลิตในไทยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และเป็นรุ่นที่จำหน่ายในยุโรปเป็นหลัก ด้วยสเปกที่น่าสนใจ เพราะใช้แบตเตอรี่ 66.9 kWh สามารถวิ่งได้ไกลถึง 361 กม. (มาตรฐาน WLTP) รองรับการชาร์จเร็วแบบ DC สูงสุดที่ 50 kW และในปลายปีนี้รถกระบะ Isuzu D-Max EV ก็จะเริ่มผลิตรุ่นพวงมาลัยขวาแล้วเช่นกัน

ส่วนสเปกของ Isuzu D-Max EV 2025 จะเป็นรถกระบะที่คงความสามารถของการลากจูง และการสัมภาระเทียบเท่ากับรถดีแม็คซ์ที่ใช้น้ำมัน เพราะสามารถลากจูงได้ถึง 3.5 ตัน รองรับน้ำหนักได้ถึง 1 ตัน ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Full Time 4D ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ และเฟืองท้ายแบบ eAxle ที่เป็นการพัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งในปัจจุบันการผลิต D-Max EV เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในยุโรปและตลาดอื่น ๆ ส่วนในไทยก็ต้องลุ้นกันต่อว่าในปีนี้จะเปิดตัวพร้อมจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในงาน Motor Expo 2025 นี้หรือไม่

สรุป

สำหรับรถใหม่ 2025-2026 หรือรถยนต์ไฟฟ้า EV รุ่นใหม่ล่าสุดทั้ง 5 รุ่น ที่เตรียมเปิดตัวและวางจำหน่ายในเมืองไทยอย่างเป็นทางการ ก็นับว่ามีหลาย ๆ รุ่น ที่มีทั้งสเปกที่น่าสนใจ และราคาจำหน่ายที่ก็น่าจะทำให้ตลาดรถยนต์ EV คึกคักมาก ๆ ไม่แพ้กัน และนอกจาก 5 รุ่น ที่ทาง Plughaus Thailand เอามารีวิวกันแล้ว ก็ยังมีรุ่นอื่น ๆ ที่น่าสนใจเช่นกัน อาทิ ZEEKR 5X รถยนต์ SUV ไฟฟ้า 100% หรือแม้แต่ Volvo EX30 Cross Country 2025 ที่ก็น่าจะมาบุกตลาดไทยพร้อมเปิดตัวในงาน Motor Expo 2025 นี้เช่นกัน

มิเตอร์ TOU คืออะไร มีกี่แบบ กี่ขนาด สรุปพร้อมราคาติดตั้งล่าสุด

ในปัจจุบันนี้เชื่อว่าหลายคนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ต่างก็ต้องเคยได้ยินคำว่า “มิเตอร์ TOU” กันมาไม่มากก็น้อย ซึ่งในปัจจุบันผู้ใช้ไฟฟ้าหลาย ๆ คน โดยเฉพาะผู้ที่มีรถยนต์ไฟฟ้าใช้ในครัวเรือน ต่างก็หันมาติดตั้งมิเตอร์ TOU กันมากขึ้น เพื่อเป็นตัวช่วยลดอัตราค่าไฟภายในบ้าน เพราะฉะนั้น เราจะพาคุณมาเจาะลึกสิ่งน่าที่รู้ของ มิเตอร์ TOU กัน ว่าคืออะไร เป็นมิเตอร์แบบไหน แตกต่างจากมิเตอร์ทั่วไปยังไง แล้วการติดตั้งมิเตอร์ชนิดนี้ช่วยให้ประหยัดไฟได้จริงหรือไม่

ทำความรู้จัก มิเตอร์ TOU คืออะไร

มิเตอร์ TOU คือ?

มิเตอร์ TOU มาจากคำว่า Time of Use Traffic หรือ Time of Use Rate หมายถึง มิเตอร์ไฟฟ้าที่มาในรูปแบบดิจิทัล โดยจะคิดอัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาในการใช้งาน ซึ่งเวลาในการใช้งานจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา คือเวลา On – Peak และ Off – Peak ซึ่งการใช้มิเตอร์ TOU จะนิยมใช้ในเวลา Off – Peak เป็นหลัก เพราะมีค่าไฟที่ถูกมากกว่า เหมาะสำหรับการชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ใช้กำลังไฟสูง หรือบ้านที่มีการใช้ไฟในเวลา Off – Peak มากกว่าเวลา On – Peak เพราะอัตราค่าไฟคิดในเรทที่แตกต่างกัน

เวลา On – Peak และ Off – Peak ของมิเตอร์ TOU

  • เวลา On – Peak นับเวลา 09.00 – 20.00 น. ของวันจันทร์ – วันศุกร์ และวันพืชมงคล
  • เวลา Off – Peak นับเวลา 22.00 – 09.00 น. ของวันจันทร์ – วันศุกร์ และวันพืชมงคล และในเวลา 00.00 – 24.00 น. ของวันเสาร์ – อาทิตย์ วันแรงงานแห่งชาติ วันหยุดราชการตามปกติ (ไม่รวมวันพืชมงคลและวันหยุดชดเชย)

หมายเหตุ : ในช่วงเวลา Off – Peak จะมีอัตราค่าไฟที่ถูกกว่า เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำ เนื่องจากความต้องการในการใช้ไฟฟ้าต่ำ ทำให้โรงไฟฟ้าสามารถเลือกใช้เชื้อเพลิงที่มีราคาต่ำมาผลิตไฟฟ้าได้นั่นเอง

มิเตอร์ TOU มีกี่ประเภท และมีกี่แบบ? 

สำหรับมิเตอร์ TOU หากใช้ระบบไฟฟ้า 3 เฟส สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ ตามขนาดของมิเตอร์ที่ใช้สำหรับติดตั้งกับที่พักอาศัย ดังนี้

  • มิเตอร์ TOU ขนาด 15 แอมแปร์ 15(45)A สามารถรองรับการโหลดได้สูงสุดถึง 45 แอมแปร์
  • มิเตอร์ TOU ขนาด 30 แอมแปร์ 30(100)A สามารถรองรับการโหลดได้สูงสุดที่ 100 แอมแปร์
อัตราค่าไฟของมิเตอร์ TOU ปี 2568

อัตราค่าไฟของมิเตอร์ TOU อัปเดตล่าสุด ปี 2025

ค่าไฟมิเตอร์ TOU การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

  • แรงดัน 22 – 33 กิโลโวลท์ ราคาค่าไฟฟ้า On – Peak อยู่ที่ 5.1135 บาท/หน่วย และเวลา Off – Peak อยู่ที่ 2.6037 บาท/หน่วย
  • แรงดันต่ำกว่า 22 กิโลโวลท์ ราคาค่าไฟฟ้า On – Peak อยู่ที่ 5.7982 บาท/หน่วย และเวลา Off – Peak อยู่ที่ 2.6369 บาท/หน่วย

ค่าไฟมิเตอร์ TOU การไฟฟ้านครหลวง

  • แรงดัน 12 – 24 กิโลโวลท์ ราคาค่าไฟฟ้า On – Peak อยู่ที่ 5.1135 บาท/หน่วย และเวลา Off – Peak อยู่ที่ 2.6037 บาท/หน่วย
  • แรงดันต่ำกว่า 12 กิโลโวลท์ ราคาค่าไฟฟ้า On – Peak อยู่ที่ 5.7982 บาท/หน่วย และเวลา Off – Peak อยู่ที่ 2.6369 บาท/หน่วย

ที่มา : ประกาศจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ลงวันที่ 18 เมษายน 2566) และเว็บไซต์ของการไฟฟ้านครหลวง (เผยแพร่ล่าสุดวันที่ 13 มกราคม 2566) โดยเป็นราคาที่ยังไม่รวมกับค่า FT, VAT และค่าบริการต่าง ๆ

การติดตั้งมิเตอร์ TOU สำหรับ Home Charger

ใครบ้างที่เหมาะกับมิเตอร์ TOU?

สำหรับการติดตั้งมิเตอร์ TOU ให้คุ้มค่าและเหมาะกับการใช้งานจริง ๆ จะต้องดูจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือนเป็นหลัก โดยมิเตอร์ TOU จะเหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยได้ใช้ไฟในเวลากลางวันมากเท่าไหร่นัก แต่ใช้ไฟในเวลากลางคืนบ่อย ซึ่งบางคนก็อาจจะเลือกติดตั้งมิเตอร์ TOU ควบคู่ไปกับระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ที่ทำให้ประหยัดค่าไฟได้มากขึ้น

เพราะในเวลากลางวันใช้ไฟจากโซลาร์เซลล์หรือพลังงานจากแสงแดด ส่วนในเวลากลางคืนใช้ไฟจากมิเตอร์ TOU คิดอัตราค่าไฟจากเวลา Off – Peak เพราะฉะนั้น หากใครที่สำรวจตัวเองแล้วว่า พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเหมาะกับการติดตั้งมิเตอร์ TOU ที่บ้าน ก็สามารถทำเรื่องขอติดตั้งกับการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามพื้นที่ที่บ้านตั้งอยู่ได้เลย 

ราคาติดตั้งมิเตอร์ TOU และเอกสารที่ต้องใช้

การติดตั้งมิเตอร์ TOU ในปัจจุบันนี้ จะอัตราค่าบริการหลัก ๆ 2 รายการ คือ ค่าเปลี่ยนมิเตอร์ 700 บาท และค่ามิเตอร์อีก 6,000 บาท แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับขนาดของมิเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ด้วย ส่วนเอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นคำร้องขอเปลี่ยนมิเตอร์ ได้แก่

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • สำเนาเอกสารการเปลี่ยนชื่อ (ถ้ามี)
  • สำเนาทะเบียนบ้านที่ขอติดตั้งมิเตอร์ TOU
  • หากดำเนินการแทนเจ้าของบ้านต้องมีเอกสารเพิ่มเติม อาทิ สัญญาซื้อขาย หรือใบมอบอำนาจ
  • บิลค่าไฟฟ้า
  • ใบคำขอใช้ไฟฟ้าของ PEA หรือ MEA
การติดตั้งมิเตอร์ TOU สำหรับการชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า

สรุป

สำหรับการเลือกใช้มิเตอร์ TOU นับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน หรือ Home Charger ไว้ใช้งานโดยไม่ต้องพึ่งพาการชาร์จไฟที่สถานีชาร์จรถไฟฟ้าเสมอไป และสำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถ EV ที่มีมาตรฐาน พร้อมเปลี่ยนมาใช้วงจรที่ 2 ก็สามารถเลือกใช้บริการการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ EV กับทาง Plughaus Thailand ได้เช่นกัน ด้วยบริการแบบครบวงจร พร้อมออกแบบวงจรไฟฟ้าที่บ้านของคุณให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย ตรงตามมาตรฐานที่ กฟผ. และ กฟน. กำหนด

3 เหตุผล ที่ควรติดตั้ง EV Charger จากผู้เชี่ยวชาญของ Plughaus

การติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน นับว่ามีข้อดีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความสะดวกสบาย และการประหยัดเวลาในการชาร์จไฟแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เพราะไม่ต้องเสียเวลาชาร์จตามที่ชาร์จไฟสาธารณะ หรือตาม EV Charging Station ทุกครั้งที่ต้องการชาร์จไฟ ซึ่งการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน สิ่งที่ผู้ใช้รถอยากรู้ไม่แพ้การเลือกเครื่องชาร์จที่เหมาะสมกับตัวรถก็คือ สามารถติดตั้งเครื่องชาร์จเองได้ไหม โดยทาง Plughaus Thailand จะมาไขข้อข้องใจให้กับผู้ใช้รถ EV กัน ว่าการติดตั้ง Home Charger ทำเองได้หรือไม่ แล้วแตกต่างจากให้ผู้เชี่ยวชาญมากแค่ไหน?

ติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน จากผู้เชี่ยวชาญของ Plughaus

ติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน ทำเองได้หรือไม่?

ในปัจจุบันนี้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าหลาย ๆ คน ก็คงมองหา Home Charger ที่เหมาะสมกับการใช้งาน และมีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของตัวเองเช่นกัน ซึ่งหลายคนก็มองว่าสามารถสั่งซื้อเครื่องชาร์จมาติดตั้งเองได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการใช้บริการบริษัทรับติดตั้ง EV Charger ที่บ้านพอสมควร โดยเฉพาะผู้ที่มีความรู้ด้านระบบไฟฟ้าหรือเป็นช่างไฟฟ้าอยู่แล้ว ที่ต้องการติดตั้ง EV Charger ด้วยตัวเอง

แน่นอนว่า การติดตั้งเครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าด้วยตัวเองนั้นสามารถทำได้ หากดำเนินการติดตั้งตามมาตรฐานการติดตั้ง EV Charger ที่ทาง PEA และ MEA กำหนด โดยเฉพาะมาตรฐานความปลอดภัยในด้านต่าง ๆ ทั้งการเดินสายไฟ การติดตั้งเบรกเกอร์ รวมถึงการเชี่อมต่อเข้ากับระบบไฟฟ้าของบ้าน และที่สำคัญคือ ควรติดตั้งโดยช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตเท่านั้น เพื่อให้การติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย และใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมต่องานระบบทั้งหมด

เพราะฉะนั้น การต้องการติดตั้ง EV Charger สามารถเลือกซื้อเครื่องชาร์จที่มาพร้อมบริการติดตั้งได้ หรือหากผู้ให้บริการนั้น ๆ ไม่มีเครื่องชาร์จในรุ่นที่ต้องการ ก็สามารถซื้อเครื่องชาร์จรถ EV แล้วชำระแค่ค่าบริการการติดตั้งก็ได้เช่นกัน ซึ่งข้อดีของการติดตั้งกับทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ นอกจากจะช่วยให้ติดตั้งเครื่องชาร์จได้ตามมาตรฐานแล้ว ยังได้รับข้อมูลและคำแนะนำที่ครบถ้วนด้วยเช่นกัน อาทิ การขอเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงการติดตั้งวงจรที่ 2 ในบางกรณี เป็นต้น 

เลือกติดตั้งเครื่องชาร์จกับ Plughaus ดีกว่าอย่างไร

เลือกติดตั้งเครื่องชาร์จกับ Plughaus ดีกว่าอย่างไร?  

1. มีความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด

การติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากับทาง Plughaus สิ่งที่ผู้ใช้บริการจะได้รับคือ การติดตั้ง EV Charger ตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ทางการ PEA และ MEA กำหนดอย่างครบถ้วน ช่วยป้องกันปัญหาไฟฟ้าลัดวงจร รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการวางงานระบบไม่ถูกต้อง หรือแม้กระทั่งการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ที่หากเกิดปัญหาขึ้นอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

แน่นอนว่า การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้านของทาง Plughaus จะมีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้ารั่ว (RCD) ร่วมด้วย ในกรณีที่เครื่องชาร์จไม่มีระบบตัดไฟภายในตัว ทั้งยังมีอุปกรณ์เสริม เช่น MAUS STIXX PRO หรือแท่งดับเพลิงอัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถได้มากขึ้นต่อการเกิดอัคคีภัย เป็นต้น

2. ตรวจเช็กความพร้อม ก่อนเริ่มต้นติดตั้งจริง

โดยการติดตั้งเครื่องชาร์จ ทีมงานจะตรวจเช็กระบบไฟฟ้าของบ้านว่าเป็นระบบไฟฟ้ากี่เฟส ระหว่าง 1 เฟส และ 3 เฟส และมีกำลังไฟฟ้าเท่าไหร่ ควรเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าหรือไม่ หรือควรเดินระบบไฟฟ้าแบบวงจรที่ 2 มากกว่า และทีมงานจะตรวจสอบพื้นที่สำหรับติดตั้งให้อย่างละเอียด ว่าควรติดตั้ง EV Charger บริเวณไหนเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกที่สุด โดยจะประเมินตามพื้นที่หน้างานอย่างละเอียด

โดยการประเมินพื้นที่สำหรับการติดตั้ง ทีมงานจะประเมินควบคู่ไปกับการเดินสายไฟของที่พักอาศัย และการติดตั้ง Consumer Unit หรือตู้ไฟ นอกจากนี้ หากต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถ EV เพื่อใช้งานร่วมกับ Solar Cell ทางทีมงานก็จะประเมินและให้คำแนะนำอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการเลือกเครื่องชาร์จที่เหมาะสมในการใช้งาน สามารถรองรับการใช้ไฟฟ้าร่วมกับระบบโซลาร์เซลล์ได้

รีวิวงานติดตั้ง Home Charger จาก Plughaus

3. มีแพ็กเกจหลายแบบ พร้อมราคาติดตั้งเครื่องชาร์จ

ด้วยความหลากหลายของเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนรถยนต์ EV ที่จำหน่ายในประเทศไทย เราจึงมีตัวเลือกแพ็กเกจให้ผู้ใช้งานได้เลือกตามความต้องการและตามงบประมาณที่มี โดยเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามีทั้งราคาเครื่องเปล่า และราคาเครื่องพร้อมบริการติดตั้ง โดยมีทั้งการติดตั้งด้วยระบบไฟฟ้า 1 เฟส และ 3 เฟส และที่ขาดไม่ได้คือ เรามีบริการติดตั้งเครื่องชาร์จพร้อมกับระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 ให้ด้วยเช่นกัน

4. ให้ความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชม.

หลังจากที่ติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้งานก็ยังมั่นใจได้มากกว่า ด้วยบริการหลังการติดตั้ง ที่เรามีทั้งการรับประกันและการให้คำแนะนำเมื่อเกิดปัญหาในการใช้งาน พร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชม. นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการบำรุงรักษาเครื่องชาร์จ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานที่สุด

5. ความคุ้มค่าแบบครบ จบ ในที่เดียว

บริการการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เราเป็นบริการรับติดตั้ง EV Charger ที่บ้านแบบ One Stop Service ที่พร้อมให้บริการตั้งแต่การให้คำแนะนำในการเลือกเครื่องชาร์จที่เหมาะสมกับตัวรถ การออกแบบงานระบบไฟฟ้าของตัวบ้าน การบริการหลังการติดตั้งเครื่องชาร์จ พร้อมกับการรับประกันแบบครบวงจร อาทิ การเคลมสินค้า การสนับสนุนและให้ข้อมูลทางเทคนิคจากทีมงานที่มากประสบการณ์โดยตรง และที่สำคัญ มีตัวเลือกของ Home Charger หลากหลายรุ่นที่นำเข้าจากต่างประเทศ และมีมาตรฐานสากลรับรองคุณภาพ อาทิ CE, UL หรือแม้กระทั่ง TÜV

บริการหลังการติดตั้ง EV Charger จากทีมงานของ Plughaus และ Evolt

ติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าที่บ้านวันนี้ เริ่มต้นเพียง 25,900.- เท่านั้น

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน ด้วย Home Charger ที่มีมาตรฐาน ได้รับการรับประกันคุณภาพ และรองรับหัวชาร์จประเภท Type 2 สามารถติดตั้งเครื่องชาร์จกับทาง Plughaus Thailand ได้แล้ววันนี้ ด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้ม เริ่มต้นเพียงแค่ 25,900 บาท เท่านั้น โดยมีให้เลือกหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Teison Smart Mini, EN+ Caro Series และ EN+ Caro Pro ที่รองรับระบบไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 3 เฟส พร้อมกำลังการชาร์จที่สูงถึง 22 kW  

How – To วิธีดูว่าบ้านเราใช้ไฟกี่เฟส ก่อนติดตั้ง EV Charger

ทุกครั้งที่จะติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charger สิ่งที่ผู้ใช้รถได้ยินกันบ่อย ๆ ก็คงหนีไม่พ้นอย่างแน่นอนก็คือ ระบบไฟฟ้าของบ้าน ใช้ไฟ 1 เฟส หรือ 3 เฟส เพื่อให้เลือกเครื่องชาร์จรถอีวีที่เหมาะสมกับบ้าน และสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่เกิดปัญหาการใช้ไฟฟ้าเกินความสามารถของระบบไฟฟาที่มีอยู่ หรือก็คือการ Overload นั่นเอง เพราะฉะนั้น เราจะพาคนใช้รถ EV มาดูกันว่า ระบบไฟฟ้าที่บ้านเรานั้นใช้ไฟกี่เฟส แล้วไฟ 1 เฟส กับ 3 เฟส มีความแตกต่างกันยังไง ต้องดูตรงไหนบ้าง?

วิธีดูว่าบ้านใช้ไฟฟ้ากี่เฟส ดูยังไงบ้าง

วิธีดูว่าบ้านใช้ไฟฟ้ากี่เฟส ดูยังไงบ้าง?

โดยปกติแล้วการดูว่าไฟฟ้าที่บ้านเป็นระบบไฟฟ้าแบบ 1 เฟส หรือ 3 เฟส สามารถดูได้ 2 วิธี คือ สายไฟที่เข้าบ้านและหน้าจอมิเตอร์ไฟฟ้า ที่จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้

1. การดูจากสายไฟฟ้าที่เข้าบ้านว่ามีกี่สาย

  • ระบบไฟฟ้า 1 เฟส จะใช้สายไฟเข้าบ้านจำนวน 2 เส้น โดยแยกเป็นสายไลน์ 1 เส้น และสายเส้นศูนย์ 1 เส้น
  • ระบบไฟฟ้า 3 เฟส จะใช้สายไฟทั้งหมด 4 เส้น โดยมีสายไลน์จำนวน 3 เส้น และสายเส้นศูนย์ 1 เส้น

2. การดูจากหน้าจอมิเตอร์ไฟฟ้าที่บ้าน

  • ระบบไฟฟ้า 1 เฟส มิเตอร์ไฟฟ้าจะเขียนว่า Single – Phase 2 – Wire โดยมิเตอร์ที่ใช้จะมีแรงดันไฟฟ้า 220 – 230 โวลต์
  • ระบบไฟฟ้า 3 เฟส มิเตอร์ไฟฟ้าจะเขียนว่า Three – Phase 4 – Wire โดยมีแรงดันไฟฟ้าตั้งแต่ 380 – 400 โวลต์
ระบบไฟฟ้า 1 เฟส และ 3 เฟส สำหรับติดตั้ง EV Charger

ข้อดี – ข้อจำกัด ของไฟฟ้า 1 เฟส และ 3 เฟส สำหรับติดตั้งเครื่องชาร์จ

ระบบไฟฟ้า 1 เฟส

สำหรับระบบไฟฟ้า 1 เฟส เป็นระบบไฟฟ้าของบ้านเรือนที่นิยมใช้มากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งบ้านที่ใช้ระบบไฟฟ้าแบบ 1 เฟส จะเหมาะกับเครื่องชาร์จที่มีกำลังไฟประมาณ 7.4 kW เช่น Teison Smart Mini และ EN+ Caro Series ซึ่งเป็นเครื่องชาร์จที่ให้กำลังไฟเพียงพอกับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป

  • ข้อดี : มีราคาถูกกว่าการติดตั้งเครื่องชาร์จแบบ 3 เฟส ทำให้ติดตั้งได้ง่ายกว่า
  • ข้อจำกัด : ใช้เวลาในการชาร์จไฟนานกว่าระบบไฟฟ้าแบบ 3 เฟส และไม่สามารถชาร์จไฟสำหรับรถไฟฟ้าที่มีกำลังไฟฟ้าสูงได้

ระบบไฟฟ้า 3 เฟส

โดยปกติแล้วเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 3 เฟส จะให้กำลังไฟการชาร์จที่มากกว่า มีตั้งแต่ 11 kW ไปจนถึง 22 kW เช่น หากติดตั้งเครื่องชาร์จรุ่น EN+ Caro Pro 22 kW กำลังไฟของบ้านจะต้องไม่ต่ำกว่า 30 kW เป็นต้น

  • ข้อดี : ใช้เวลาในการชาร์จไฟที่เร็วกว่าระบบไฟฟ้าแบบ 1 เฟส เหมาะสำหรับบ้านที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูง แบตลูกใหญ่ และมีรถยนต์ EV หลายคัน เช่น การทำ Home Office
  • ข้อจำกัด : มีราคาติดตั้งที่สูงกว่าระบบไฟฟ้าแบบ 1 เฟส และมีความยากของงานระบบมากกว่า ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญติดตั้งให้เท่านั้น

หมายเหตุ : วิธีคำนวณกำลังไฟฟ้าทั้งหมดของบ้าน ให้นำกำลังไฟฟ้าของเครื่องชาร์จ + กำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์อื่น ๆ ภายในบ้านที่ใช้งานเป็นประจำ

เช็กระบบไฟฟ้าที่บ้าน ระหว่าง 1 เฟส และ 3 เฟส

หากบ้านใช้ไฟ 1 เฟส ติดตั้ง EV Charger ได้หรือไม่?

เมื่อรู้แล้วว่าระบบไฟฟ้าที่บ้านใช้ไฟ 1 เฟส หรือ 3 เฟส ลำดับต่อมาที่หลายคนสงสัยคือ หากบ้านใช้ไฟ 1 เฟส จะสามารถติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charger ที่บ้านได้หรือไม่ ซึ่งตามปกติแล้วสามารถติดตั้งได้ แต่ต้องเป็นเครื่องชาร์จที่รองรับระบบไฟฟ้า 1 เฟส เท่านั้น เพราะตัวเครื่องชาร์จจะมีกำลังไฟในการชาร์จที่แตกต่างกัน หากติดตั้งเครี่องชาร์จที่มีกำลังไฟมากกว่าที่ระบบไฟฟ้าที่รองรับได้ ก็จะทำให้เกิดปัญหาต่อระบบและวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน โดยเฉพาะการ Overload นั่นเอง

สำหรับมาตรฐานการติดตั้ง EV Charger ที่บ้านหรือที่พักอาศัย ตามมาตรฐานของ MEA และ PEA เพื่อให้รองรับการติดตั้งเครื่องชาร์จนั้น หากระบบไฟฟ้าเดิมไม่เพียงพอต่อการติดตั้ง สามารถขอเพิ่มขนาดมิเตอร์เดิมได้เลย โดยเปลี่ยนจากระบบ Single – Phase ขนาด 32A (7.4 kW) เพิ่มเป็นมิเตอร์เป็น Single – Phase ขนาด 30(100)A โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไฟบ้านเป็น 3 เฟส ทั้งยังสามารถขอติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่ 2 หรือเลือกติดตั้งสายเมนวงจรที่ 2 แทนก็ได้ ขึ้นอยู่กับการใช้งานและความเหมาะสมต่อระบบไฟฟ้าของที่พักอาศัย

เพราะการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ต้องดูจากการใช้งานไฟฟ้าทั้งหมดภายในบ้านร่วมด้วย ซึ่งผู้ที่ต้องการติดตั้ง EV Charger สามารถให้ทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านการติดตั้ง เข้าไปตรวจเช็กระบบไฟฟ้าที่บ้านก่อนการติดตั้งได้เช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่าหากติดตั้งเครื่องชาร์จแล้ว จะสามารถใช้งานได้โดยไม่เกิดปัญหาต่อระบบไฟฟ้าในขณะที่ชาร์จไฟ

ติดตั้ง Home Charger กับ Plughaus ด้วยระบบไฟฟ้ส 1 เฟส และ 3 เฟส

สรุป

การติดตั้ง Home Charger หรือ เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการสำรวจระบบไฟฟ้า ว่าเพียงพอต่อเครื่องชาร์จที่ต้องการติดตั้งหรือไม่ หากรถมีขนาดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ ต้องใช้เครื่องชาร์จที่มีกำลังไฟสูง ก็ต้องเปลี่ยนมิเตอร์ให้เหมาะสมก่อนติดตั้งเครื่องชาร์จตามมาตรฐานของ กฟผ. และ กฟน.  เช่นเดียวกับทาง Plughaus Thailand ที่นอกจากจะมีความเชี่ยวชาญด้านงานระบบแล้ว เรายังช่วยออกแบบพร้อมตรวจสอบพื้นที่สำหรับติดตั้งให้ก่อนทุกครั้ง และที่สำคัญ มีการรับประกันหลังการติดตั้งให้แบบครบวงจร  

รีวิวเครื่องชาร์จรถอีวี EN+ Caro Pro กำลังไฟ 22 kW พร้อม IP65

ในบรรดาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ที่รองรับระบบไฟฟ้า 3 เฟส ถือว่ามีจำนวนน้อยกว่าระบบไฟฟ้า 1 เฟสพอสมควร ซึ่งเครื่องชาร์จรถ EV ที่ออกแบบมาเพื่อระบบไฟฟ้า 3 เฟส อย่าง “EN+ Caro Pro” ก็นับว่าเป็นหนึ่งใน Home Charger ที่น่าสนใจ ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ฟังก์ชันจัดเต็ม ทั้งยังเป้นเครื่องชาร์จที่ใช้งานได้ง่าย เพราะฉะนั้น PlugHaus จะพาคุณมาดูกันว่า เครื่องชาร์จไฟแบตเตอรี่รถยนต์รุ่นนี้มีสเปกอย่างไร แล้วมีฟังก์ชันอะไรบ้างที่น่าสนใจ พร้อมสรุปราคาค่าเครื่องและบริการติดตั้งแบบครบวงจรในบทความเดียว

รีวิวเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro

จุดเด่นของเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro

สำหรับเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro เป็นเครื่องชาร์จประเภท Wall Charger หรือ Wallbox ที่ออกแบบมาให้รองรับการติดตั้งกับผนังโดยเฉพาะ แต่มีความพิเศษคือ การออกแบบที่เน้นความหรูหรา ทันสมัย และมีฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ได้มากขึ้น โดยเป็นรุ่นที่มีกำลังไฟสูงถึง 22 kW ถูกเพิ่มมาจากรุ่น EN+ Caro Series ที่ให้กำลังไฟอยู่ที่ 7.4 kW เท่านั้น และใช้ได้เฉพาะกับระบบไฟฟ้า 1 เฟส

ในขณะที่เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro ให้กำลังไฟที่มากขึ้น และสามารถติดตั้งกับบ้านหรือที่พักอาศัยที่ใช้ระบบไฟฟ้า 3 เฟสโดยเฉพาะ จึงทำให้เป็นเครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสำหรับการใช้ในสเกลที่ใหญ่ขึ้น หรือเป็นบ้านที่มีรถยนต์ EV หลายคัน ต้องการเครื่องชาร์จที่ให้กำลังไฟสูง โดยที่ยังคงเป็นการชาร์จแบบปกติ หรือ Normal Charge อยู่ ไม่ส่งผลกระทบต่อแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว

นอกจากนี้ เครื่องชาร์จ EN+ Caro Pro ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันที่น่าสนใจอย่าง Dynamic Load Management ที่ช่วยทำให้การควบคุมการชาร์จไฟสะดวกยิ่งขึ้น และเมื่อบวกกับการรองรับการใช้งานผ่านการเชื่อมต่อทั้ง Wi – Fi และ Bluetooth ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องชาร์จรถ EV ที่ใช้งานได้ครบวงจร ทั้งยังสะดวกในหลาย ๆ ด้าน

รีวิวสเปก และฟังก์ชันการใช้งานของเครื่องชาร์จ EN+ Caro Pro

สเปกและฟังก์ชันการใช้งานของเครื่องชาร์จ EN+ Caro Pro

  • ให้กำลังการชาร์จไฟที่ 22 kW  
  • รองรับการใช้งานสำหรับระบบไฟฟ้า 3 เฟส
  • ความยาวสายไฟสูงสุด 7 เมตร
  • ใช้หัวชาร์จประเภท Type 2
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi – Fi / 4G / Ethernet และ Bluetooth
  • สามารถคอนโทรลการใช้งานผ่านทาง Application EV Chargo ได้ เช่น การตั้งเวลา  
  • มีระบบ RFID สำหรับกำหนดผู้ใช้งานเครื่องชาร์จรถ EV ได้
  • สามารถเริ่มต้นชาร์จได้ง่าย ๆ ทั้งแบบ Plug to Play, RFID Card และ Application
  • รองรับการใช้งานเมื่อติดตั้งร่วมกับ Solar Cell
  • ใช้ร่วมกับบ้านที่มีมิเตอร์ไฟ TOU ในการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV
  • มีระบบ Load Balance ช่วยทำให้การชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ใช้ระบบไฟแบบ Multi – Coloured RGB Light Indication
รีวิวเครื่องชาร์จ EN+ Caro Pro

ระบบความปลอดภัยของตัวเครื่อง

  • มีมาตรฐานการป้องกันฝุ่นและน้ำที่ระดับ IP65 และการกระแทก IK10   
  • มีระบบการป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่ว
  • มีระบบการป้องกันรีเลย์ค้าง (Relay – Sticking Protection)
  • รองรับการใช้งานที่อุณหภูมิต่ำสุดที่ -30 องศาเซลเซียส และสูงสุดที่ 50 องศาเซลเซียส

ตัวเลือกสีเครื่องชาร์จ EV

  • สีขาวมุก
  • สีดำสเปซแบล็ค

ราคาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro จาก PlugHaus

  • ราคาเครื่องชาร์จรถ EV พร้อมบริการติดตั้ง ราคา 46,900 บาท
  • ราคาเครื่องพร้อมบริการติดตั้ง และระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 ราคา 60,800 บาท
ราคาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro จาก PlugHaus

ติดตั้ง Home Charger ที่มีมาตรฐาน เลือก PlugHaus Thailand

สำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 3 เฟส ที่มีมาตรฐานอย่าง EN+ Caro Pro สามารถเลือกติดตั้งกับทางทีมงานของ PlugHaus Thailand ได้ง่าย ๆ โดยที่สามารถเลือกได้ว่า จะติดตั้งแบบยึดติดผนังหรือยึดพื้น ทั้งยังเลือก Custom สีตัวเครื่องได้ตามที่ต้องการ (ตามตัวเลือกสีที่มี) นอกจากนี้ ผู้ใช้บริการสามารถมั่นใจได้ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่สำหรับติดตั้ง Home Charger ตลอดจนบริการหลังการขาย ที่นอกจากเราจะมีทีมงานที่มากประสบการณ์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีมาตรฐานตามที่ MEA และ PEA กำหนดแล้ว ยังมีการรับประกันหลังการติดตั้งให้แบบครบวงจรให้อีกด้วย

ใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV มีค่าบำรุงรักษาอะไรบ้างที่ต้องจ่าย?

การใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถยนต์ EV ถึงแม้จะไม่มีรายการเช็กระยะบางอย่างเหมือนกับรถน้ำมัน แต่การเมนเทนและการบำรุงรักษารถ EV ก็ยังเป็นหนึ่งใน Check List ที่คนใช้รถต้องทำ แน่นอนว่า ค่าบำรุงรักษารถ EV ก็จะมีความแตกต่างจากรถยนต์น้ำมันพอสมควร เพราะฉะนั้น เราจะพาคุณมาดูกันว่า การบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้ามีอะไรบ้างที่สำคัญ แล้วต้องจ่ายค่าเซอร์วิสเท่าไหร่บ้างของแต่ละแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น BYD, Tesla, GWM และแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่น ๆ ที่มีจำหน่ายในไทย

การบำรุงรักษารถ EV มีอะไรบ้าง

การบำรุงรักษารถ EV มีอะไรบ้างที่ต้องเช็ก?

ก่อนที่จะไปดูราคา ค่าบำรุงรักษารถ EV ก่อนอื่นเราต้องมาดูกันก่อนว่า โดยปกติแล้วรถยนต์ไฟฟ้ามีรายการอะไรบ้างที่ต้องเช็กในการนำรถเข้าไปเช็กระยะ เพื่อตรวจสอบระบบและการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในรถ โดยปกติแล้วการเช็กระยะของรถยนต์ EV จะมีตารางระบุอย่างชัดเจน โดยการตรวจเช็กระยะนั้น ประกอบไปด้วย

  • ระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้า
  • ระบบระบายความร้อนและแบตเตอรี่รถ EV
  • ระบบกรองอากาศภายในรถ
  • ระบบเบรก และยางรถยนต์ไฟฟ้า

โดยทั้ง 4 ระบบนี้ เป็นระบบหลักของการเช็กระยะรถยนต์ EV ที่จะต้องตรวจเช็กทุกครั้งที่นำรถเข้าศูนย์บริการ ซึ่งหากระบบใดระบบหนึ่งมีปัญหา ก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของตัวรถเช่นกัน อาทิ หากระบบระบายความร้อนทำงานได้ไม่ดี ก็จะส่งผลต่อตัวแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าตามไปด้วย

การเช็กระยะ และค่าบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า ปี 2025

สำหรับอัตราค่าบริการของการเช็กระยะ หรือการบำรุงรักษารถยนต์ EV จะขึ้นอยู่กับระยะทางที่ต้องนำรถเข้าไปเช็กระยะ โดยทางแบรนด์รถยนต์ส่วนมากจะแบ่งการเข้ารับบริการเช็กระยะรถยนต์ไฟฟ้าออกเป็น 2 รูปแบบ คือ การบำรุงรักษาเชิงป้องกันครั้งแรก และการบำรุงรักษาเชิงป้องกันถัดไปทุก ๆ 12 เดือน โดยทาง Plughaus จะมาสรุปให้ดูกันว่า แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าแต่ละแบรนด์ มีค่าเช็กระยะเท่าไหร่บ้าง

ค่าเช็กระยะ และตารางบำรุงรักษารถ BYD

1. ค่าบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า BYD

แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า BYD จะมีการตรวจเช็กระยะตามตารางบำรุงรักษา โดยการเช็กระยะในครั้งแรกคือรอบ 3 เดือน หรือระยะ 5,000 กม. ซึ่งการเช็กระยะครั้งแรกจะเป็นการตรวจเช็กระบบของรถโดยภาพรวม ว่าสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพหรือไม่ มีระบบไหนที่ทำงานผิดปกติ หรือมีปัญหาไหม หากมีก็จะได้แก้ไขทันที โดยการตรวจเช็กระยะรถยนต์ไฟฟ้า BYD สามารถแบ่งได้ตามระยะ ดังนี้

  • ระยะ 3 เดือน หรือ 5,000 กม.
  • 12 เดือน (1 ปี) หรือ 20,000 กม.
  • 24 เดือน (2 ปี) หรือ 40,000 กม.
  • 36 เดือน (3 ปี) หรือ 60,000 กม.
  • 48 เดือน (4 ปี) หรือ 80,000 กม.
  • 60 เดือน (5 ปี) หรือ 100,000 กม.
  • 72 เดือน (6 ปี) หรือ 120,000 กม.
  • 84 เดือน (7 ปี) หรือ 140,000 กม.
  • 96 เดือน (8 ปี) หรือ 160,000 กม.

โดยค่าบำรุงรักษาของทาง BYD ผู้ใช้รถจะไม่ได้ชำระค่าแรงและค่าอะไหล่ในการบำรุงรักษา (เฉพาะในรายการที่กำหนด) โดยจะไม่รวมกับอะไหล่สิ้นเปลือง อะไหล่ที่ใช้งานหนัก หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดจากการใช้รถ หรือการเปลี่ยนอะไหล่ที่ไม่ตรงตามระยะการบริการ โดยเฉลี่ยแล้วค่าบำรุงรักษาจะอยู่ที่ 3,000 – 10,000 บาท/ปี

ค่าบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า GWM

2. ค่าบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า GWM

ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง GWM ก็เป็นค่ายที่มีบริการ GWM CARE Service Inclusive (GCSI) ด้วยแพ็กเกจฟรีค่าแรงสำหรับการบำรุงรักษาตามระยะทางสูงสุด 10 ครั้ง ตลอด 5 ปี ระยะทางไม่เกิน 75,000 กม. นอกจากนี้ ยังมีการรับประกันแบตเตอรี่รถ EV ให้ตลอดระยะเวลา 8 ปี หรือ 180,000 กม. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้รถ ว่าจะไม่ได้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากจนเกินไป โดยเฉพาะกรณีที่เกิดปัญหาจากตัวรถ ซึ่งการเช็กระยะของรถยนต์ไฟฟ้า GWM จะเริ่มที่ระยะ 12 เดือน หรือ 15,000 กม. ดังนี้

  • ระยะ 12 เดือน หรือ 15,000 กม.
  • ระยะ 24 เดือน หรือ 30,000 กม.
  • ระยะ 36 เดือน หรือ 45,000 กม.
  • ระยะ 48 เดือน หรือ 60,000 กม.
  • ระยะ 60 เดือน หรือ 75,000 กม.
  • ระยะ 72 เดือน หรือ 90,000 กม.
  • ระยะ 84 เดือน หรือ 105,000 กม.
  • ระยะ 96 เดือน หรือ 120,000 กม.
  • ระยะ 108 เดือน หรือ 135,000 กม.
  • ระยะ 120 เดือน หรือ 150,000 กม.

สำหรับอัตราค่าบริการรถยนต์ไฟฟ้า GWM ยกตัวอย่างในรุ่น ORA Good Cat / GT จะมีค่าบำรุงรักษาตามระยะทางที่กำหนดเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 1,000 – 2,000 บาท แต่จะมีเพียงในระยะ 60,000 กม. และ 120,000 กม. จะมีราคาค่าบำรุงรักษาอยู่ที่ประมาณ 5,560 บาท ซึ่งสาเหตุที่มีราคาสูงกว่าระยะอื่น ๆ เนื่องจากการชำระค่าน้ำยาหม้อน้ำ น้ำมันเกียร์ และแหวนรองเกียร์ที่เพิ่มเข้ามา นอกเหนือจากค่าแรงและการเปลี่ยนไส้กรองแอร์

ค่าบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า Tesla

3. ค่าบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า Tesla

การบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้าเทสล่า ไม่ว่าจะเป็นโมเดลไหน ๆ ก็ตาม จะมีระยะการตรวจเช็กที่เหมือน ๆ กันคือ ในทุก 4 ปี จะต้องเปลี่ยนน้ำมันเบรกเสมอ และในทุก ๆ ปี จะต้องมีการทำความสะอาดและหล่อลื่นก้ามปูเบรก (Brake Caliper) ตามมาตรฐานของรถยนต์ไฟฟ้า Tesla และที่ขาดไม่ได้คือ ในทุก ๆ 10,000 กม. จะต้องสลับยางรถ EV ทุกครั้ง หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลง กรณีที่พบว่าความลึกของดอกยางแตกต่างกันมากกว่า 1.5 มม.

นอกจากนี้ การบำรุงรักษารถยนต์ของทางเทสล่า ตามการเข้าเช็กระยะ ยังรวมไปถึงการอัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันปัจจุบัน ในกรณีที่ผู้ใช้รถยังไม่ได้อัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ซึ่งโดยปกติแล้วตัวรถจะสามารถอัปเดตได้โดยอัตโนมัติ ด้วยการส่งข้อมูลผ่านทางเดียวเทียม เพียงแค่เชื่อมต่อ Wi – Fi และใช้แอปมือถือ Tesla เท่านั้น

หมายเหตุ: การเช็กระยะและบำรุงรักษาของรถยนต์ Tesla ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขแบบตายตัวแต่อย่างใด แต่จากการเปิดเผยข้อมูลจากผู้ใช้จริง พบว่าค่าซ่อมแซมเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 15,000 บาท (หรืออาจน้อยกว่า ขึ้นอยู่กับโมเดลและแพ็กเกจการเมนเทนรถยนต์ EV)

สรุป

จากข้อมูลอัตราค่าบริการสำหรับการบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า EV ทั้งจากของ GWM, BYD และ Tesla เอง สามารถอนุมานได้ในเบื้องต้นว่า หากเป็นรถยนต์ไฟฟ้า Tesla จะมีค่าบำรุงรักษาสูงกว่าค่ายรถยนต์สัญชาติจีน ในขณะที่ทาง GWM และ BYD มีค่าบำรุงรักษาเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 1,000 – 3,000 บาท สำหรับการเช็กระยะทั่ว ๆ ไป แต่จะมีเพียงบางระยะที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาราว ๆ 2 – 3 เท่าจากเดิม

ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะการเปลี่ยนถ่ายของเหลว และอุปกรณ์บางอย่างของตัวรถตามอายุการใช้งาน เช่นเดียวกับทางรถยนต์ไฟฟ้า NETA V และ V – II ที่มีค่าบำรุงรักษาเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 – 2,000 บาท ในรอบเช็กระยะปกติ แต่หากเป็นรอบระยะทาง 40,000 กม. และ 80,000 กม. จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 3,800 บาท ซึ่งแบรนด์อื่น ๆ ก็น่าจะมีอัตราค่าบริการและค่าเช็กระยะที่ใกล้เคียงกัน อาทิ GAC, Wuling หรือแม้แต่ Changan

ป้ายยาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า Home Charger ที่น่าใช้ปี 2025

สำหรับเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน หรือ Home Charger ในปัจจุบันนี้ นับว่ามีให้เลือกหลายรุ่นมาก ๆ ซึ่งที่ผ่านมาทาง Plughaus Thailand ก็ได้มีการรีวิวเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามาหลายรุ่นเช่นกัน และในปีนี้ก็ไม่พลาดที่จะมาอัปเดตกันหน่อย ว่าในตอนนี้มีเครื่องชาร์จรถ EV 2025 รุ่นไหนบ้าง ที่น่าใช้งาน มีดีไซน์มินิมอล เข้ากับบ้านทุกสไตล์  และที่สำคัญคือ ราคาน่าคบหา จะเป็นระบบไฟฟ้า 1 เฟส หรือ 3 เฟส ก็สามารถเลือกติดตั้งได้โดยไม่กระทบกับวงจรไฟฟ้าของบ้านอย่างแน่นอน

เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Series

1. เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Series

ในบรรดาเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าใช้ ปี 2025 ที่มีการพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ก็คือเจ้า EN+ Caro Series ซึ่งเป็นเครื่องชาร์จที่มีดีไซน์หรูหรา มีการการันตีในด้านการออกแบบโดยเฉพาะ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถมั่นใจได้เลยว่า เป็นหนึ่งใน Wall Box ที่จะไม่ตกยุคอย่างแน่นอน แต่ที่พิเศษกว่าก็คือ ตัวเครื่องมีระบบควบคุมพลังงาน Dynamic Load Management ทำให้ชาร์จไฟได้อย่างปลอดภัย หมดปัญหาไฟฟ้าเกินพิกัด ซึ่งพบได้บ่อยกับเครื่องชาร์จรถ EV ที่ไม่มีระบบนี้ เพราะหากกำลังไฟของเครื่องชาร์จไม่สัมพันธ์กันกับตัวแบตเตอรี่ของรถ EV ก็จะส่งผลต่อปัญหาในอนาคตได้ เช่น อายุการใช้งานแบตเตอรี่ลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว หรือเกิดปัญหาแบตรถไฟฟ้าเสื่อมได้

สเปกพื้นฐานเครื่องชาร์จ EN+ Caro Series

  • กำลังไฟ 7.4 kW (ระบบไฟฟ้า 1 เฟส)
  • สายชาร์จยาว 7 เมตร
  • รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Wi – Fi และ Bluetooth
  • สามารถตั้งค่าการชาร์จไฟผ่านทาง Application ได้
  • สามารถกำหนดผู้ใช้งานได้ หมดปัญหาคนภายนอกชาร์จไฟด้วย RFID
  • รองรับการทำงานร่วมกับระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือบ้านที่ติดตั้ง Solar Cell
  • มีมาตรฐานการป้องกันฝุ่นและน้ำ IP65
  • มีมาตรฐานการป้องกันการกระแทก IK08

ราคาจำหน่ายพร้อมบริการติดตั้ง

  • ราคาเครื่องพร้อมบริการติดตั้ง ราคา 34,900 บาท
  • ราคาเครื่องพร้อมบริการติดตั้ง และระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 ราคา 43,900 บาท
เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro

2. เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EN+ Caro Pro

สำหรับเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้านอย่างเจ้า EN+ Caro Pro เป็นรุ่นที่มีสเปกเหมือนกับรุ่น EN+ Caro Series พอสมควร แต่เป็นรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อรองรับกำลังไฟที่สูงขึ้นเป็น 22kW (ระบบไฟฟ้า 3 เฟส) พร้อมอัปเกรดการใช้งานให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะความเร็วในการชาร์จไฟ เพราะมีกำลังไฟที่มากขึ้น ทำให้ชาร์จไฟได้ไวมากกว่าเดิม ตอบโจทย์บ้านที่มีรถยนต์ EV หลายคัน หรืออาจเป็นผู้ที่ทำ Home Office ที่ต้องการมีเครื่องชาร์จไว้ให้พนักงานได้ใช้

สเปกพื้นฐานเครื่องชาร์จ EN+ Caro Pro

  • กำลังไฟ 22 kW (ระบบไฟฟ้า 3 เฟส)
  • สายชาร์จยาว 7 เมตร
  • รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Wi – Fi และ Bluetooth
  • ตั้งเวลาการชาร์จไฟผ่านทาง Application ได้
  • มีระบบ RFID ที่กำหนดผู้ใช้งานได้ ป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกมาใช้งาน
  • รองรับการใช้งานร่วมกับการติดตั้ง Solar Cell และบ้านที่ใช้มิเตอร์ TOU
  • มีมาตรฐานการป้องกันฝุ่นและน้ำ IP65
  • มีมาตรฐานการป้องกันการกระแทก IK10

ราคาจำหน่ายพร้อมบริการติดตั้ง

  • ราคาเครื่องพร้อมบริการติดตั้ง ราคา 46,900 บาท
  • ราคาเครื่องพร้อมบริการติดตั้ง และระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 ราคา 60,800 บาท
เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า Teison Smart Mini

3. เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า Teison Smart Mini

หากใครเป็นสายงบน้อยแต่อยากติดตั้ง Wallbox EV Charger ไว้ที่บ้าน ในราคาที่ย่อมเยา แต่ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ระบบการทำงานไม่ยุ่งยาก ก็ต้องเลือกรุ่น Teison Smart Mini รุ่นขายดีอีกหนึ่งรุ่นของทาง Plughaus ที่นอกจากจะมีดีไซน์ทันสมัย เรียบง่าย และมีขนาดกะทัดรัดแล้ว ยังเป็นเครื่องชาร์จที่เน้นการเสียบแล้วชาร์จไฟได้ทันที ด้วยรูปแบบ Plug and Charge ไม่ต้องเชื่อมต่อแอปฯ หรือมีระบบต่าง ๆ ก็สามารถใช้งานเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่าย ๆ

สเปกพื้นฐานเครื่องชาร์จ Teison Smart Mini

  • ใช้กำลังไฟ 7.4 kW (ระบบไฟฟ้า 1 เฟส)
  • สายชาร์จยาวสูงสุด 7 เมตร
  • มีมาตรฐานการป้องกันฝุ่นและน้ำ IP65
  • ใช้งานง่าย ด้วยฟีเจอร์ Plug and Charge เสียบแล้วชาร์จไฟได้เลย
  • ใช้งานได้ทั้งรถยนต์ประเภท PHEV และ EV ทั่วไป ที่รองรับ Type 2

ราคาจำหน่ายพร้อมบริการติดตั้ง

  • ราคาเครื่อง Teison Smart Mini พร้อมบริการติดตั้ง ราคา 25,900 บาท
  • ราคาเครื่องพร้อมบริการติดตั้ง และระบบไฟฟ้าวงจรที่ 2 ราคา 34,900 บาท
เครื่องชาร์จ Tesla Home Charging

4. เครื่องชาร์จ Tesla Home Charging

อีกหนึ่งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่คนใช้รถ Tesla ต้องมีติดบ้าน อย่างเจ้า Tesla Home Charging ก็เป็นหนึ่งในเครื่องชาร์จที่มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะดีไซน์ที่หรูหรา ทันสมัย และสามารถ Custom หน้ากากได้เองตามสไตล์ที่ชอบ ทำให้ได้ Wallbox ที่เป็นสไตล์ของตัวเอง ส่วนทางด้านฟีเจอร์จองเครื่องชาร์จ Tesla ก็มีให้ครบครันเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การตั้งค่าหัวชาร์จได้ผ่านทางแอปเทสล่า หรือการเชื่อมต่อ Wi – Fi เพื่อคอนโทรลการชาร์จไฟ โดยทุกฟีเจอร์สามารถจัดการได้ผ่านแอป Tesla

สเปกพื้นฐานเครื่องชาร์จ Tesla Home Charging

  • รองรับการเชื่อมต่อหลายแบบ ทั้งผ่านอินเทอร์เน็ต และการเชื่อมต่อผ่าน Wi – Fi
  • ตัวเครื่องชาร์จจะอัปเดตเฟิร์มแวร์โดยอัตโนมัติ เมื่อมีการเชื่อมต่อกับ Wi – Fi
  • สามารถกำหนดการใช้กระแสไฟได้ผ่านทางแอปพลิเคชันโดยตรง
  • รองรับการใช้งานและการชาร์จด้วยระบบ Solar Cell (Charge on Solar)
  • มีระบบ Power Sharing เหมาะสำหรับบ้านที่มีรถยนต์ไฟฟ้า Tesla หลายคัน

หมายเหตุ : โปรโมชันและสิทธิพิเศษการติดตั้งเครื่องชาร์จรถ Tesla Home Charging สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเทสล่าเท่านั้น

เครื่องชาร์จรถ EV Easy Model U

5. เครื่องชาร์จรถ EV Easy Model U  

สำหรับเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า Wallbox EV Charger ที่มาใหม่ล่าสุดในปีนี้ (ทาง Plughaus ไม่ได้จัดจำหน่าย) ที่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าหลาย ๆ คนแนะนำว่า เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มีฟังก์ชันครบครันก็คือ EV Easy Model U New 2025 ที่มาพร้อมกับหน้าจอ LED ขนาด 4.3 นิ้ว ทำให้เห็นสถานะในการใช้งานได้อย่างละเอียดมากขึ้น รองรับการชาร์จด้วยหัวชาร์จ Type 2 ส่วนกำลังไฟสูงสุดที่ 34A หรือที่ 7.4 kW ส่วนการเชื่อมต่อก็ครบครันเช่นกัน อาทิ Bluetooth และ Wi – Fi

สเปกพื้นฐานเครื่องชาร์จ EV Easy Model U  

  • รองรับการใช้งานการชาร์จไฟด้วยบัตร, Bluetooth และ Wi – Fi
  • ตั้งเวลาการชาร์จไฟได้ง่าย ๆ ผ่านทางแอปพลิเคชัน
  • มีมาตรฐานการป้องกันฝุ่นและน้ำที่ระดับ IP65
  • มีหน้าจอ LED ที่แสดงสถานการณ์ชาร์จไฟในระหว่างการใช้งาน
  • มีกำลังไฟให้เลือกหลายระดับ ตั้งแต่ 7.4 kW, 11 kW และ 22 kW
  • ใช้กับระบบไฟฟ้า 1 เฟส และ 3 เฟสได้
  • สายไฟยาวสูงสุด 10 เมตร

สรุป

สำหรับเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน ที่น่าใช้งาน อัปเดตใหม่ปี 2025 ทั้ง 5 รุ่น ที่ทาง Plughaus Thailand ได้นำมารีวิวนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Home Charger ที่ในท้องตลาดมีจำหน่ายในเมืองไทยเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายรุ่นที่น่าสนใจ และมีราคาที่เอื้อมถึงได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณในมือ และสเปกของเครื่องชาร์จว่าเหมาะสมกับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้มากน้อยแค่ไหน และหากคุณกำลังมองหาเครื่องชาร์จรถยนต์ EV พร้อมบริการติดตั้งแบบครบวงจร สามารถเลือกติดตั้งเครื่องชาร์จกับทาง Plughaus Thailand ได้แล้ววันนี้ รับสิทธิพิเศษพร้อมโปรโมชั่นดีดีอีกเพียบ พร้อมการันตีคุณภาพจากทีมงานที่มากประสบการณ์โดยเฉพาะ

มัดรวมรถยนต์ไฟฟ้าน่าซื้อ ราคาไม่เกิน 5 แสนบาท ฉบับปี 2025

หลังจากที่ทาง Plughaus Thailand ได้แนะนำรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าใช้ในปี 2025 แบบจัดเต็มครบทุกรุ่นดังกันไปแล้ว งานนี้เราจะมาเอาใจคนงบน้อยโดยเฉพาะ ด้วยการแนะนำรถยนต์ไฟฟ้า ราคาไม่เกิน 5 แสนบาท ปี 2025 เพื่อเอาใจคนรักรถ EV ที่อยากมีรถยนต์ไฟฟ้าไว้ใช้งานในงบเบา ๆ บอกเลยว่า มีหลายรุ่นมาก ๆ ที่น่าสนใจ ที่ถึงแม้จะเป็นรถไฟฟ้าราคาถูก แต่สเปกและสมรรถนะ ก็ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานไม่ใช่น้อย และที่สำคัญ ดีไซน์ทันสมัยในงบไม่เกินครึ่งล้าน!

รถยนต์ไฟฟ้า 2025 ไม่เกิน 5 แสนบาท BYD Dolphin

1. BYD Dolphin Standard Range

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูก 2025 ที่เป็นกระแสและอยู่ในงบไม่เกิน 5 แสนบาทรุ่นแรก ที่เราอยากแนะนำมากที่สุดก็คือ รถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin Standard Range ที่มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 70 kW ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า แรงบิด 180 นิวตันเมตร ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน Blade Battery LFP ให้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 44.9 kWh มีดีไซน์ที่ทันสมัย และจัดเต็มด้วยออปชั่นการใช้งาน โดยเฉพาะระบบความปลอดภัยที่ถึงแม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้น แต่ได้ครบทุกระบบเหมือนกับรุ่นท็อปอย่าง Extended

ส่วนดีไซน์ภายนอกออกแบบมาให้สะท้อนถึงวิถีแห่งโลมา ด้วยศิลปะแห่งท้องทะเล ให้ความรู้สึกสนุกสนานและดูปราดเปรียวในคราวเดียวกัน ทั้งยังโดดเด่นด้วยไฟท้าย Geometric Polyline LED Tail Light ทรงเลขาคณิต ที่มีความทันสมัยและโฉบเฉี่ยว ทำให้ตัวรถให้ความโดดเด่นทุกองศา เช่นเดียวกับกุญแจที่ใช้แบบ Keyless Card พร้อมระบบ Keyless Entry และ Keyless Start ที่ทำให้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบายตั้งแต่เริ่มต้น

ราคา BYD Dolphin Standard Range

  • ราคาจำหน่าย 499,900 บาท (ลดราคาจาก 569,900 บาท)
รถยนต์ไฟฟ้า 2025 ไม่เกิน 5 แสนบาท Wuling Air EV

2. Wuling Air EV

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 5 แสนบาท อีกหนึ่งรุ่นที่อยากแนะนำเลยก็คือ Wuling Air EV รถยนต์อีวีขนาดเล็ก ด้วยการเป็น Hatchback 3 ประตู 4 ที่นั่ง มีไซซ์ที่กะทัดรัด มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 40 แรงม้า มีความจุตั้งแต่ 16.3 kWh ไปจนถึง 26.7 kWh ในรุ่นท็อป โดยตัวรถมาพร้อมกับการออกแบบไฟหน้า LED ให้มีความน่ารักเข้ากับสมัยนิยม พร้อมกับโลโก้ที่ด้านหน้ารถ ใช้ดีไซน์ตามสไตล์ Kei Car ที่ได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่น มีประตู 2 บาน รวมกับประตูด้านหลังเป็น 3 บาน

สำหรับตัวรถสามารถขับขี่ได้ไกลสูงสุด 200 กม. ในรุ่น Standard Range และในรุ่น Long Range ขับขี่ได้ไกล 300 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ส่วนความเร็วสูงสุดคือ 106 กม./ชม. ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน LEP รองรับการชาร์จ AC Type 2 โดยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยก็ถือว่าครบครัน อาทิ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS, รถบบกระจายแรงเบรก และเซนเซอร์ช่วยจอด ส่วนกุญแจใช้ระบบ Immobilizer

ราคา Wuling Air EV

  • Wuling Air EV รุ่น Standard Range ราคา 395,000 บาท
  • Wuling Air EV รุ่น Long Range ราคา 465,000 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า 2025 ไม่เกิน 5 แสนบาท AION UT

3. AION UT

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าไซซ์มินิราคาต่ำกว่า 5 แสนบาท อย่าง AION UT ถือเป็นคู่แข่งที่ออกมาท้าชนกับ BYD Dolphin โดยเฉพาะ ที่น่าจะเปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยภายในวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ที่กำลังจะถึงนี้ มาพร้อมกับขุมพลัง 2 แบบ ด้วยแบตเตอรี่ความจุ 50 kWh และ 60 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุด 500 กม./ชาร์จ โดยตัวรถมาพร้อมกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแบบครบครัน อาทิ หน้าจอสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว, แท่นชาร์จโทรศัพท์ Wireless Charger รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Android Auto และ Apple CarPlay

และที่น่าสนใจมากกว่าก็คือ รถยนต์ไฟฟ้า AION UT ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ด้วยโครงสร้างเหล็กกล้าที่แข็งแรงสูง คิดเป็น 71% ของตัวถัง พร้อมกับ Magazine Battery 2.0 ที่ปลอดภัยสูง ทนต่อแรงบิดในระดับ 180 องศาได้ โดยที่ไม่เกิดประกายความร้อน ทำให้ปลอดภัยในการขับขี่ในทุก ๆ สภาวะ รวมถึงในช่วงที่อากาศมีความร้อนสูง

ราคา AION UT

  • ราคาอย่างเป็นทางการ รถยนต์ไฟฟ้า AION UT คาดว่าเริ่มต้นที่ 499,900 บาท ในรุ่นเริ่มต้น
รถยนต์ไฟฟ้า 2025 ไม่เกิน 5 แสนบาท VOLT City EV

4. VOLT City EV

รถยนต์ไฟฟ้าไซซ์มินิอย่าง VOLT City EV มี 2 รุ่น คือ รุ่น 3 ประตู​ FOR – Two และรุ่น 5 ประตู FOR – Four จัดจำหน่ายโดยบริษัท EV Primus ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยความร่วมมือของ 3 บริษัทชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น DongFeng Motor, Zhengzhou Nissan และ Beijing Hongrui Automotive Technology โดยมีอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน อาทิมาตรวัดความเร็วแบบดิจิตอล, โหมดการขับขี่ Economy และ Sport, ช่องจ่ายไฟ USB A 2 ตำแหน่ง, กุญแจ Central Lock นอกจากนี้ รุ่นท็อปยังมีจอแสดงข้อมุลแบบ Multi-Function แบบ Double Screen ให้ด้วย

โดยในรุ่น 3 ประตู สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 165 กม./ชาร์จ ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟต 11.8 kWh ส่วนในรุ่น 5 ประตู วิ่งได้ไกลสูงสุด 200 กม./ชาร์จ ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟต 16.5 kWh ซึ่งข้อจำกัดของ VOLT City EV คือไม่สามารถชาร์จไฟแบบ DC Charger หรือ Fast Charge ได้ รองรับเฉพาะการชาร์จแบบ AC เท่านั้น จึงเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสำหรับการใช้งานในครัวเรือน และการวิ่งในเมืองเป็นหลัก

ราคา VOLT City EV

  • VOLT FOR-TWO Classic ราคา 325,000 บาท
  • VOLT FOR-TWO TOP ราคา 355,000 บาท
  • VOLT FOR-FOUR ราคา 385,000 บาท
  • VOLT FOR-FOUR Premium ราคา 415,000 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า 2025 ไม่เกิน 5 แสนบาท NETA V-II

5. NETA V-II

อีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดไม่เกินครึ่งล้าน ก็ต้องยกให้กับ NETA V-II รถยนต์อีวีสไตล์ City Car ที่รองรับได้สูงสุด 5 ที่นั่ง ที่เปิดตัวมาในงาน Motor Show 2025 ล่าสุด พร้อมกับแนวคิด Smart & Play เน้นดีไซน์โฉบเฉี่ยว ฟังก์ชันครบครัน ระบบความปลอดภัยจัดเต็ม ไฟหน้าท้ายใช้แบบ LED ทั้งหมด ส่วนภายในห้องโดยสารออกแบบในสไตล์ Hi-Tech Minimalist Concept พร้อมกับจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 12 นิ้ว และจออินโฟเทนเมนต์ 14.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อด้วยระบบ Apple CarPlay

ส่วนขุมพลังในการใช้งานก็ถือว่าเพียงพอสำหรับคนที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกมาไว้ใช้งาน เพราะใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 70 kW ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า จับคู่มากับแบตเตอรี่ Lithium – ion วิ่งได้ไกลสูงสุด 382 กม./ชาร์จ ตามมาตรฐาน NEDC เรียกว่า เป็นอีกหนึ่งรถยนต์ EV ปี 2025 ที่น่าใช้งาน ในงบเบา ๆ ไม่เกิน 5 แสนบาทอีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามอง

ราคา NETA V-II

  • ปรับราคาลงตั้งแต่ 1 พ.ค. 2025 เหลือเพียง 3xx,000 บาท (จากราคาที่ลดมาแล้ว 429,000 – 459,000 บาท)

สรุป

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาต่ำกว่า 5 แสนบาท ถือว่ามีหลายรุ่นมาก ๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ AION UT คู่แข่ง BYD Dolphin ที่คาดว่าจะมีราคาไม่เกิน 5 แสนบาท และจะประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนนี้ และในตอนนี้ก็มีหลาย ๆ รุ่น ที่ประกาศลดราคากันอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ NETA V-II ที่นอกจากจะลดราคาเหลือเพียง 3 แสนกว่าในรุ่นเริ่มต้นแล้ว ยังมีโปรโมชั่นแถมฟรีประกันภัยชั้น 1 รวมถึง Wallbox อีกต่างหาก ซึ่งก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่ต้องการหารถยนต์ EV ในราคาที่ย่อมเยา และต้องการเปรียบเทียบความคุ้มค่าในหลาย ๆ ด้าน ก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาไว้ใช้งาน

แบตเตอรี่รถ EV เสื่อมไว เกิดจากอะไร แล้วอาการรถแบตเสื่อมดูยังไง?

การใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ทำให้รถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หัวใจสำคัญอย่าง “แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า” ก็ต้องมีความพร้อมในการใช้งานเช่นกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มีหลายปัจจัยเช่นกันที่ทำให้แบตเตอรี่รถ EV เสื่อมไว เพราะฉะนั้น ทาง Plughaus Thailand จะพาผู้ใช้รถมาดูกันว่า แบตเตอรี่รถ EV เสื่อมไว มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง แล้วอาการรถไฟฟ้าแบตเสื่อมสังเกตได้อย่างไร สรุปจบง่าย ๆ สำหรับผู้ใช้รถโดยเฉพาะ

ปัจจัยที่ทำให้อายุแบตเตอรี่รถ EV ลดน้อยลง

6 ปัจจัยที่ทำให้อายุแบตเตอรี่รถ EV ลดน้อยลง

ในบรรดาปัจจัยที่ทำให้แบตเตอรี่รถ EV เสื่อมไว ถือว่ามีหลายสาเหตุพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิในการทำงานของแบตเตอรี่รถ รอบการใช้งาน และที่ขาดไม่ได้คือ การชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า ที่ส่งผลต่อการเสื่อมสภาพ และ Charge Cycle โดยตรง

1. อุณหภูมิการใช้งาน

โดยเฉพาะแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน จะทำงานได้ดีที่สุดในอุณหภูมิ 30 – 60 องศาเซลเซียส หากสูงมากกว่านี้ก็จะส่งผลต่อการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ เช่น ชาร์จไฟในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงเกินไป หรือการจอดรถกลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งนอกจากจะทำให้เซลล์แบตเตอรี่เสียหายแล้ว ยังทำให้ความจุแบตลดลงด้วย

2. รอบการใช้งาน หรือรอบการชาร์จ

ซึ่งโดยปกติจะมีรอบการชาร์จรถ EV ตั้งแต่ 3,000 รอบขึ้นไป ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามีอายุการใช้งานเฉลี่ย 10 – 20 ปี นั่นหมายความว่า ยิ่งมีรอบการชาร์จมากเท่าไหร่ อายุการใช้งานก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น จึงเป็นสาเหตุที่ไม่ควรชาร์จไฟทุกวันหากไม่จำเป็น

3. การชาร์จไฟแบตรถยนต์ EV ด้วยระบบ DC Charging

สำหรับการชาร์จด้วยระบบ DC Charging หรือ Fast Charging บ่อยเกินไป ก็ส่งผลต่อการเสื่อมของตัวแบตได้ไวเช่นกัน เพราะการชาร์จไฟด้วยไฟฟ้ากระแสตรง จะไปกระตุ้นให้ตัวเซลล์แบตเตอรี่เสื่อมได้เร็วมากกว่าปกติ เป็นสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่รถ EV เสื่อมไวนั่นเอง เพราะฉะนั้น ควรเลือกชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ หรือ AC Charging เป็นหลักจะดีกว่า ส่วนการชาร์จด่วนสามารถชาร์จได้เมื่อมีระยะเวลาจำกัด

4. ปล่อยให้แบตเหลือ 0%

การใช้รถจนแบตเหลือน้อยมาก ๆ จนเกือบจะเป็น 0% อยู่บ่อย ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่รถ EV เสื่อมสภาพได้ไว เพราะการปล่อยให้แบตเหลือน้อย ทำให้แบตเตอรี่ทำงานหนักมากขึ้น ตัวแบตมีความร้อนสูง จึงทำให้อายุการใช้งานแบตน้อยลงตามไปด้วยเช่นกัน

5. การชาร์จไฟบ่อย ๆ โดยไม่จำเป็น

โดยปกติแล้วควรจะรักษาระดับแบตเอาไว้ให้อยู่ที่ระดับ 25 – 75% นั่นหมายความว่า หากแบตเตอรี่ไม่ได้เหลือน้อยก็ยังไม่จำเป็นต้องชาร์จ และหากต้องจอดรถไว้นาน ๆ ก็ควรมีการกระตุ้นไฟเข้าแบตเตอรี่ด้วยการสตาร์ทรถทิ้งไว้บ้าง เพื่อป้องกันอาการ Over Discharge

6. พฤติกรรมการใช้รถ

โดยเฉพาะผู้ที่ขับขี่แบบกระชาก ออกตัวแรง เร่งแรง และเบรกแรงบ่อย ๆ รวมถึงการบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด ส่งผลต่อการทำงานของแบตเตอรี่ที่มากขึ้น เพราะตัวแบตมีความร้อนสะสม ทำให้เสื่อมสภาพได้ไว อายุการใช้งานก็น้อยลงตามไปด้วย

จะเห็นได้เลยว่า ปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อ Charge Cycle หรือ Cycle Life ของแบตเตอรี่รถยนต์ EV โดยตรง ยังไม่นับรวมการจอดรถกลางแจ้ง หรือพฤติกรรมการขับขี่ ที่ส่งผลต่อการทำงานของแบตเตอรี่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้แบตเตอรี่รถ EV มีอายุการใช้งานที่น้อยลง

การดูแลรักษาและยืดอายุการใช้งานแบตรถ EV)

วิธีเช็กว่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเรื่อมเสื่อม

สำหรับการเช็กว่าแบตเตอรี่รถยนต์ EV เสื่อมหรือไม่ สามารถเช็กจากอาการรถไฟฟ้าได้ง่าย ๆ ในระหว่างการขับขี่ หรือจากการชาร์จไฟแต่ละครั้ง ดังนี้

  • ระยะทางในการขับขี่ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ลดน้อยลงอย่างชัดเจน อาทิ ปกติชาร์จไฟรถ EV ไว้ที่ระดับ 80 – 90% จะสามารถขับขี่ได้ในระยะทาง 400 กม. แต่หลัง ๆ เริ่มวิ่งได้ไม่เกิน 350 กม. ให้สันนิษฐานเอาไว้ได้เลยว่านี่คืออาการแบตรถ EV เริ่มเสื่อมแน่นอน
  • ระยะเวลาการชาร์จไฟนานมากขึ้น หรือเร็วกว่าปกติ ทั้งการชาร์จแบบ AC และ DC Charging ซึ่งปกติแล้วเราจะคาดเดาได้คร่าว ๆ อยู่แล้ว ว่ารถที่ขับใช้เวลาชาร์จมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้น ลองสังเกตเวลาในการชาร์จไฟดู ว่าเวลาคลาดเคลื่อนจากปกติหรือไม่
  • ชาร์จไฟแล้วแบตเตอรี่มีอุณหภูมิสูงผิดปกติ ซึ่งอาการนี้คือการบอกว่าแบตเตอรี่ไม่สามารถจัดการกับความร้อนได้ดีเท่าที่ควร
  • ประสิทธิภาพในการเร่งความเร็วลดน้อยลง แต่ต้องดูควบคู่ไปกับลมยางรถยนต์ไฟฟ้า และการบรรทุกในครั้งนั้น ๆ ด้วย หากลมยางปกติ และไม่ได้บรรทุกเพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณของอาการแบตรถ EV เสื่อม
  • ใช้งานแบบเดิมแต่เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ลดลงเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาการนี้จะค่อนข้างชัด เพราะหมายถึงแบตเตอรี่ไม่สามารถทำงานได้ดีเหมือนเคย
วิธีถนอมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้ใช้งานได้ยาวนาน

วิธีการถนอมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้ใช้งานได้นาน

1. ไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟให้เต็ม 100% ทุกวัน  

การชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าควรชาร์จเมื่อถึงระดับที่เหมาะสม และควรรักษาช่วงการชาร์จเฉลี่ยให้อยู่ที่ 20 – 80% ของความจุแบต ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ดีมากกว่าการชาร์จให้เต็ม 100% ทุกครั้ง และหากแบตเตอรี่ไม่ได้ลดลงมากก็ไม่จำเป็นต้องชาร์จเพิ่มเสมอไป (ในรถยนต์ EV บางรุ่น จะกำหนดเอาไว้เลยว่า ให้ชาร์จไฟที่ระดับ 80% เท่านั้น)

2. อย่าปล่อยให้แบตเหลือน้อย หรือเกือบ 0% บ่อย ๆ

วิธีการดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งแบบเก่าและแบบใหม่ที่ค่ายรถยนต์พัฒนาขึ้นมา หลักการในการยืดอายุการใช้งานที่ดีที่สุด คือ ไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่เหลือน้อยมาก ๆ หรือว่าเปอร์เซ็นต์ต่ำเกือบ 0% บ่อยเกินไป เพราะทำให้แบตทำงานหนักมากขึ้นจนเกิดความร้อนสูง และส่งผลต่อการเสื่อมสภาพของแบตเช่นกัน

3. หลีกเลี่ยงการจอดรถในที่ที่มีอุณหภูมิสูง

โดยหลักการนี้ครอบคลุมทั้งการจอดและการชาร์จในที่ที่มีอุณหภูมิสูง เพื่อให้ระบบการจัดการความร้อนของแบตทำงานได้ปกติ ไม่มีการรบกวนจากภายนอกเกินไป และยังรวมไปถึงการชาร์จไฟในขณะที่มีอุณหภูมิสูง ที่ไปเร่งปฏิกิริยาเคมีภายในชุดแบตเตอรี่

4. ชาร์จไฟด้วย DC Charging ให้น้อยลง

อย่างที่อธิบายไปในข้างต้นว่า การชาร์จไฟแบบเร็ว หรือ DC Charging คือตัวการสำคัญที่ไปกระตุ้นให้ตัวเซลล์แบตเตอรี่เสื่อม เพราะเป็นการอัดประจุเข้าไปในปริมาณมาก ๆ ในระยะเวลาอันสั้น เพราะฉะนั้น หากต้องการถนอมแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น แนะนำให้ชาร์จไฟแบบ AC Charging เป็นหลัก เพื่อยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไม่ให้เสื่อมไว

5. ตรวจลมยางรถ EV เสมอ ดูแลรักษารถอย่างถูกวิธี

อีกหนึ่งวิธีการยืดอายุแบตเตอรี่ที่ทำได้ง่าย ๆ คือ การตรวจสอบลมยางรถยนต์ไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ ไม่ให้ลมยางต่ำเกินไปจนทำให้แบตรถ EV ทำงานหนัก และในควรใช้รถให้ถูกวิธี ไม่ขับกระชากเกินไป และควรตรวจสภาพรถตามระยะการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจสอบความพร้อมของระบบต่าง ๆ รวมถึงประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่ด้วยเช่นกัน 

สรุป

สำหรับการใช้งานแบตเตอรี่รถยนต์ หรือ แบตรถ EV ไม่ให้เสื่อมไว ก็ถือว่ามีหลายวิธีที่ผู้ใช้รถไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะทำให้แบตมีอายุการใช้งานนานมากขึ้นแล้ว ยังทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทั้งระบบด้วยเช่นกัน และหากใครที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งาน ก็ควรเลือกติดตั้ง Home Charger เอาไว้ที่บ้าน เพราะนอกจากจะชาร์จไฟได้ง่าย ๆ ที่บ้านแล้ว ยังเป็นการชาร์จไฟด้วยระบบ AC ที่ไม่ทำให้แบตเสื่อมไว และที่สำคัญคือ ไม่ต้องเสียค่าบริการที่สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ทุกครั้งที่ต้องการชาร์จไฟอีกด้วย

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า อยู่ได้นานกี่ปี? พร้อมค่าใช้จ่ายเมื่อต้องเปลี่ยนแบต

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า” ก็คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนรถ EV ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีประเด็นของแบตเตอรี่รถไฟฟ้ามาให้ติดตามกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะประเด็นของอายุการใช้งาน และราคาค่าเปลี่ยนแบต ที่หลายคนมองว่ามีราคาสูงเกินไป จนอาจเกิดความลังเลว่า จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าดีไหม จะคุ้มค่าหรือเปล่า? เพราะฉะนั้น ทาง Plughaus Thailand จะพาคุณมาทำความรู้จักกับแบตเตอรี่รถไฟฟ้า EV กันให้มากขึ้น ว่าแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานนานเท่าไหร่ แล้วการถนอมแบตมีวิธีไหนบ้าง

ประเภทของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

ประเภทของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

ในปัจจุบันนี้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าจะมีการเรียกชื่อหลายแบบมาก ๆ ซึ่งหากจำแนกออกเป็นประเภทจริง ๆ แล้ว สามารถแบ่งออกได้ถึง 7 ประเภท ได้แก่

1. แบตเตอรี่ชนิดตะกั่วกรด

หรือ Lead – Acid Battery ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ชนิดนี้มีมาตั้งแต่ยุครถยนต์สันดาป แต่ถูกนำมาใช้ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า โดยในท้องตลาดจะมี 3 ชนิดย่อยลงไป คือ แบตเตอรี่น้ำ แบตเตอรี่แห้ง และแบตเตอรี่กึ่งแห้ง ซึ่งแบตชนิดนี้จะนิยมนำมาใช้เป็นแบตสำรองเท่านั้น เพราะมีอายุการใช้งานที่สั้น มีการดูแลหลายส่วน ทำให้ส่งผลต่อการบำรุงรักษาในระยะยาว

2. แบตเตอรี่ชนิดนิกเกิล – เมทัลไฮไดรด์

สำหรับแบตเตอรี่ Nickel-metal Hydride / Ni-MH เป็นแบตเตอรี่ที่ใช้กับรถยนต์ประเภท HEV และ PHEV หรือก็คือรถที่ใช้ทั้งพลังงานไฟฟ้าและน้ำมัน โดยมีอายุการใช้งานที่นานกว่าแบตลิเธียม แต่ว่าเก็บพลังงานได้น้อยกว่า ซึ่งรถที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้ก็มีหลายรุ่น เช่น Toyota Camry Hybrid

3. แบตเตอรี่นิเกิล – แคดเมียม

สำหรับแบตเตอรี่นิเกิล – แคดเมียม หรือ Nickel-Cadmium Battery / Ni-Cd เป็นแบตเตอรี่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในช่วง ค.ศ. 90 จุดเด่นคือ สามารถเก็บกระแสไฟฟ้าได้เยอะ มีรอบการชาร์จ หรือ Cycle อยู่ที่ 500 – 1,000 ครั้ง แต่ข้อจำกัดคือ ต้องใช้พลังงานให้หมดก่อนถึงจะสามารถชาร์จใหม่ได้ ทั้งยังมีประเด็นเรื่องการรั่วไหลของสารแคดเมียม จึงทำกลายเป็นแบตเตอรี่ต้องห้าม และไม่มีการใช้ในรถยนต์ EV

ประเภทของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

4. แบตเตอรี่ลิเฮียมไอออน

แบตเตอรี่ Lithium Ion หรือ Li – ion เป็นแบตเตอรี่รถ EV ที่พบเจอกันได้บ่อยมาก ๆ และเป็นที่นิยมในปัจจุบัน สำหรับการใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ อาทิ สมาร์ตโฟน ซึ่งข้อดีคือมีอายุการใช้งานที่มากกว่า และรองรับการชาร์จแบบเร็ว หรือ Fast Charge ทั้งยังนำกลับมาใช้ซ้ำได้  ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีรอบการชาร์จอยู่ที่ 500 – 10,000 ครั้ง แต่ข้อจำกัดที่เห็นได้ชัดคือ มีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า และหากมีอุณหภูมิที่ต่ำหรือสูงเกินไปก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานตามไปด้วย

5. แบตเตอรี่แบบตัวเก็บประจุไฟฟ้า

โดยแบตชนิดนี้แทบจะไม่ใช่แบตเตอรี่แบบ 100% มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าแบตอิเล็กโทรไลต์แบบเหลว มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และทนทาน ชาร์จไฟได้เร็วกว่าแบตแบบปกติมาก ทั้งยังมีรอบการชาร์จสูงถึง 100,000 – 1,000,000 ครั้ง แต่ข้อจำกัดที่เห็นได้ชัดคือ จ่ายไฟไม่เสถียร เก็บพลังงานได้น้อย ต้นทุนการผลิตสูง ซึ่งปัจจุบันนำไปใช้เป็นแค่ตัวช่วยในการรีดอัตราเร่งเท่านั้น ยังไม่ถูกนำมาใช้ในรถยนต์ EV แต่อย่างใด

6. แบตเตอรี่โซลิดสเตต

เป็นแบตเตอรี่ที่สร้างกระแสได้เยอะมาก ๆ ในวงการแบตรถยนต์ไฟฟ้า EV ซึ่งตัวแบตเป็นแบบแข็ง ให้ความจุและประสิทธิภาพสูงกว่าแบตทุกชนิด รวมถึงอิเธียมไอออนถึง 10 เท่า และที่สำคัญคือ มีโอกาสติดไฟต่ำ เพราะไม่มีส่วนผสมของอิเล็กโทรไลต์ นอกจากนี้ ยังมีความเสถียรมากกว่าแบตชนิดอื่น ส่งผลให้ชาร์จได้อย่างมีประสิทธิภาพและเร็วมากขึ้น แต่ข้อจำกัด คือ ต้นทุนการผลิตสูง และการใช้งานจริงอาจเสี่ยงต่อการแตก หัก หรือได้รับความเสียหายจากการกระแทกจากการขับขี่ได้

7. แบตเตอรี่โซเดียม – ไอออน

ตัวแบตเตอรี่โซเดียม – ไอออน หรือ Sodium Ion Battery / Na-Ion Battery เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “แบตเกลือ” มีข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ต้นทุนการผลิตที่ถูกมากกว่า Li – Ion สามารถชาร์จไฟได้เกือบ 100% ภายในเวลาเพียง 20 นาที ทนความร้อนได้สูง มีรอบการชาร์จ 8,000 – 10,000 ครั้ง แต่ว่าข้อจำกัดคือให้พลังงานได้น้อยกว่า เพราะมี Energy Density ที่ต่ำกว่า เหมาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีรอบการวิ่งระยะสั้น ๆ

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และการใช้งาน)

อายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าใช้ได้กี่ปี?

อายุของแบตเตอรี่รถไฟฟ้า EV จะขึ้นอยู่กับประเภทของแบตที่ใช้ รวมถึงปัจจัยที่ทำให้อายุแบตเตอรี่ลดลงด้วยเช่นกัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอายุการใช้งานของแบตรถไฟฟ้า EV จะมีอายุการใช้งานตั้งแต่ 10 – 20 ปี และโดยปกติแล้วผู้ให้บริการหรือค่ายรถยนต์ไฟฟ้า จะมีการรับประกันอายุการใช้งานอยู่แล้ว เฉลี่ยอยู่ที่ 150,000 – 180,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 8 ปี อย่างเช่น ค่ายรถยนต์ BYD ก็มีการรับประกันแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี หรือระยะทาง 160,000 กิโลเมตร

ค่าใช้จ่ายเมื่อต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า!

สำหรับค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า จะขึ้นอยู่กับค่ายรถที่เลือกใช้ รวมถึงประเภทของแบตเตอรี่รถยนต์ EV ด้วยเช่นกัน โดยทาง Plughaus จะสรุปราคาเปลี่ยนแบตเตอรี่ของรภยนต์ไฟฟ้าแต่ละรุ่นมาให้ดูกัน ว่าในปัจจุบันแต่ละรุ่นมีราคาเท่าไหร่บ้าง?

  • รถยนต์ไฟฟ้า NETA V ราคา 420,000 บาท
  • BYD Dolphin ราคาเริ่มต้น 309,364.49 บาท
  • BYD ATTO 3 ราคาเริ่มต้น 320,121.50 บาท
  • BYD Seal ราคาเริ่มต้น 451,289.72 บาท
  • MG ZS EV ราคา 450,000 บาท
  • ORA Good Cat ราคา 445,000 – 580,000 บาท

ทั้งนี้ ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ EV รุ่นอื่น ๆ อาทิ Tesla, Deepal จากแบรนด์ใหม่อย่าง ChangAn ยังไม่มีการเปิดเผยราคาอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แต่ทางหากเป็นราคาเปลี่ยนแบตเตอรี่รถไฟฟ้า BYD มีการปรับราคาลดลงมาตามที่ระบุไว้ข้างต้น

การใช้รถยนต์ไฟฟ้า และราคาเปลี่ยนแบตเตอรี่

สรุป

จะเห็นได้เลยว่า แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า EV นั้น มีหลายชนิดมาก ๆ ซึ่งในปัจจุบันค่ายรถยนต์ก็มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาคุณภาพของแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานมากขึ้น มีความทนทานกว่าเดิม รวมถึงการจัดแคมเปญต่าง ๆ เช่น การรับประกันแบตเตอรี่ แต่หากผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าต้องการความมั่นใจที่มากขึ้น ก็อาจเลือกใช้ประกันรถยนต์ EV ที่มีความครอบคลุมในหลาย ๆ ส่วนร่วมด้วย และที่ขาดไม่ได้คือ ใช้เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่มีมาตรฐาน หรือติดตั้ง Home Charger ไว้ที่บ้าน เพื่อลดการชาร์จแบบ Fast Charge บ่อย ๆ เพราะส่งผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ทั้งทางตรงและทางอ้อม